Experience

อดส์ไม่ได้ ครับ ว่าจักวางมืออำลาวงการบล็อกเกอร์สักระยะหนึ่ง เพราะใกล้สอบแล้ว ยังไม่เริ่มอ่านหนังสือเลย มัวแต่ห่วงชาวบ้านกลัวเขาสอบไม่ได้ เผลอแผล็บเดียวเหลืออีกเดือนเศษเท่านั้น พอดีไปลาวโดดเสียงหลวงพ่อปราโมทย์สำหรับทำแผ่นรวมฮิต มาจากเว็บร้อนสุดวิมุตติดอทเน็ต (คล้าย ๆ ฟ้อนสุด) ไฟล์ล่าสุดแล้ว จี๊ดหมองต่อมน้ำลายแตกฟอง อดไม่ได้ต้องเอามาบอกเล่าเก้าสิบ ครับ (ขออัพสั้น ๆ ก็แล้วกัน เพื่อความประหยัดเวลาในการอ่านหนังสือสอบ)

http://03.wimutti.net/pramote/cd/030/mp3/520604A.mp3 <---ฟังได้ที่นี่

ท่านเทศน์ถึงคำสอนของหลวงปู่ดู่ วัดสะแก พระดีเมืองอโยธยาศรีรามเทพนครนี้เอง เจ้าของวาทะอันลือลั่น "บ้าวัตถุมงคล ก็ยังดีกว่าบ้าวัตถุอัปมงคลละวะ" สยบคำครหาผู้ที่กล่าวหาโจมตีการสร้างวัตถุมงคลดี ๆ อย่างไร้เหตุผลไปได้ในระดับหนึ่ง เป็นหลักฐานที่ดีอันหนึ่ง ครับว่า พระดีมีอยู่ทั่วทุกหัวระแหงของประเทศไทย ใช่ว่าพระดีจักมีอยู่เฉพาะในป่า หรือชนบทห่างไกล

คำสอนของหลวงปู่ดู่ ท่านว่า กิเลสนั้นมีหลายชั้น ขั้นละเอียดนั้นดูยาก ที่พบมากมี ๓ ประเภท

๑. พวกบ้าอาจารย์ กระแทกใจมาก ครับ เพราะพบมากเหลือเกิน ข้าพเจ้าเป็นศิษย์หลายครู ชอบใจปฏิปทาพระรูปไหน ก็สมัครเป็นลูกศิษย์ทางโทรจิต คือ น้อมเอาคำสั่งสอน หรือปฏิปทาของท่านทั้งหลายมาปฏิบัติ ก็ชื่อว่า เป็นลูกศิษย์ท่านแล้ว ทีนี้เวลาไปอยู่ในวงสนทนาของแต่ละสาย แต่ละก๊ก แต่ละก๊วน บทสนทนามักไปในแนวว่า ครูบาอาจารย์ของฉัน เลิศที่สุดในปฐพี องค์อื่นไม่ได้เรื่อง หรือสั่งสมบารมีมาไม่เท่า หรือมีคุณูปการต่อสังคม และพระศาสนาไม่เทียมกัน ภูมิอกภูมิใจเหลือเกินว่า ได้เป็นลูกศิษย์ครูบาอาจารย์ชั้นดี

สำหรับข้าพเจ้าแล้ว ตราบใดตนเองที่ยังไม่บรรลุเป็นอริยบุคคลขั้นต้น ยังเร็วเกินไปที่จักไปภูมิใจ เพียงเพราะบารมีของครูบาอาจารย์ ครับ เพราะไม่ว่าบารมีของครูบาอาจารย์จักสูง จักมาก จักเลิศ จักบำเพ็ญบารมีมายาวนานเพียงไรก็ตาม หากเราผู้ขนานนามตนเองว่าเป็นลูกศิษย์ ยังปฏิบัติตามคำสั่งสอนของท่านไปไม่ถึงไหน ก็อย่าไปอวดอ้างครูบาอาจารย์ให้ท่านเสื่อมเสียเลย ครับว่า มีลูกศิษย์ขี้โอ่ ดีแต่อ้างครูบาอาจารย์ (คนละอย่างกับการให้ความเคารพรักครูบาอาจารย์นะ ครับ)

และสำคัญที่สุด บารมีของครูบาอาจารย์ ไม่สามารถพาเราไปสู่มรรคผลนิพพานได้ ครับ มีแต่เราต้องนำคำสั่งสอน ปฏิปทาของท่านมาปฏิบัติ ให้บรรลุเอง

จำไว้เลยนะ ครับ พวกที่ยังทะเลาะกันด้วยว่า ฉันสายนั้น แกสายนี้ คือ นักปฏิบัติที่ห่วยแตก

ถ้าจักบ้าอาจารย์ ขอให้บ้าอาจารย์ใหญ่ไปเลย ครับ ทะเลาะกันไปเลย เถียงกันไปเลย ครับว่า อาจารย์ของฉัน คือ พระพุทธเจ้า สอนไว้อย่างนี้ รับรองไม่มีการทะเลาะกันเด็ดขาด เพราะทุกคำสอนก็ไม่พ้นไปจาก ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์แน่นอน

ท่านลงท้ายด้วย ครับว่า พวกที่ภูมิใจเหลือเกินว่า เป็นลูกศิษย์หลวงพ่อปราโมทย์ นั่นกิเลสนะ ทำนองเดียวกันกับสายอื่น ๆ ด้วย ฉันแนวท่านพุทธทาสนะ นั่นก็กิเลส ครับ ฉันแนวหลวงพ่อฤๅษีลิงดำนะ นั่นก็กิเลส ครับ ภูมิใจเมื่อไหร่ กิเลสทั้งนั้นแหละ เพราะนั่นคือ อัตตา ตัวตน มานะถือตน เปรียบเทียบเราเขา

๒. พวกบ้าแนวทางปฏิบัติ นี่ก็โดนอีกเหมือนกัน มีเยอะเหลือเกิน ครับ ฝึกมาแบบไหนแล้วได้ดี เหมาะกับตน ก็จักรู้สึกว่า แบบที่ตนฝึกมา เลิศที่สุดในจักรวาล ต้องวิธีนี้เท่านั้น ถึงจักหลุดพ้น ทั้งที่มันมีแนวปฏิบัติอยู่ล้านแปดวิธี ให้เหมาะกับจริตของแต่ละคน

พวกบ้าแนวทางปฏิบัตินี้ ก็จักยึดแนวทางใดแนวทางหนึ่งเป็นสรณะเพียงอย่างเดียว เช่น คำบริกรรมก็ต้องพุทโธ พุทโธ ก็ไม่เหมือน สัมมา อะระหัง ไม่เหมือน นะมะ พะทะ ไม่เหมือนยุบหนอพองหนอ ไม่เหมือนอื่น ๆ บลา ๆ ๆ ทั้งที่คำบริกรรมมันก็คือคำบริกรรมนั่นแล จักเป็นกระไรก็ได้ เป็นแค่อุบายให้ใจสงบเท่านั้น ขออย่าให้เป็นคำอกุศลเท่านั้นแหละ ใช้ได้หมด เสมอกันหมด

หรือพวกดูจิต ก็ยึดแต่แนวดูจิต แนวอื่นใช้ไม่ได้ไปหมด แนวดูกาย ก็ยึดแต่แนวดูกาย ทั้งที่ทุกแนว ถ้าทำถูก ก็บรรลุมรรคผลนิพพานได้เหมือน ๆ กัน

แล้วท่านก็ขมวดท้ายอีก ครับว่า พวกที่คิดว่า "ต้อง" ดูจิตเท่านั้น กิเลสนะ ฉะนั้นที่บ้าแนวอื่น ๆ (คิดว่าแนวหนึ่ง ดีกว่า หรือเลวกว่าอีกแนวหนึ่ง ยกเว้นแนวมิจฉาทิฏฐิ) ก็กิเลสเช่นกัน

๓. พวกบ้าติดความว่าง อันนี้เจอมากับตัวเองเลย พวกติดสมถะแล้วไม่รู้ตัว อีโก้แรงมาก ทิฏฐิกล้ามาก มีความเข้าใจผิดไปว่า พระอรหันต์เป็นเหมือนหุ่นยนต์ไม่รู้สึกรู้สากระไร ว่างไปหมด เจอกระไรก็ว่างไปหมด ว่างอย่างเดียว ว่างอยู่เป็นปี ๆ คิดว่า ตนเป็นพระอรหันต์ ท่านว่า เป็นวิปัสสนูกิเลสตัวหนึ่ง ครับ เรียกว่า โอภาส

ท่านทั้งหลายที่ติดความว่างเหล่านี้ มีแนวโน้มจักไปปรามาสครูบาอาจารย์เสียด้วย ครับ คิดว่า ท่านนั้น ท่านนี้ ไม่ใช่พระอรหันต์ ห้ามก็ไม่ฟัง ทั้ง ๆ ที่สังขารไม่เน่า ก็เห็นกันอยู่ทนโท่ ยังปรามาสกันลงคอ ด้วยคิดว่า ต้องอย่างตนซี พระอรหันต์!!!

เห็นท่า คุยไปมีแต่ทำให้เขาปรามาสมากขึ้น จมอยู่ในมิจฉาทิฏฐิลึกขึ้น ก็ต้องปล่อย ครับ ดื้อเหลือเกินอย่างนี้ คงต้องปล่อยให้ไปเจอคู่ปรับ

เรื่องที่ฟังแล้วจี๊ดหมอง ก็มีอยู่ประมาณนี้ละ ครับ ก็ขอให้ท่านทั้งหลาย จงอย่าบ้าครูบาอาจารย์(หมายถึงยึดติดกับครูบาอาจารย์เกินไป) แต่จงบ้าคำสั่งสอนหรือปฏิปทาครูบาอาจารย์ อย่าบ้าแนวทางปฏิบัติ เพราะมีแนวทางอยู่หลากหลาก ที่เหมาะกับแต่ละคน และอย่าไปติดความว่าง ถ้าใจนิ่งไปนาน ๆ ให้รีบเอะใจ ครับ

ทั้งนี้ กิเลสทั้งหลายที่กล่าวมา เป็นกิเลส "ขั้นละเอียด" ครับ พบมากในหมู่นักปฏิบัติ ท่านทั้งหลายนี่ส่วนใหญ่ ระงับกิเลสขั้นหยาบ ๆ ได้นิดหน่อยแล้ว มีความดีในระดับหนึ่ง บางทีท่านอาจจักยังไม่เคยเจอผู้คนเหล่านี้เลย เพราะอาจยังไม่เคยพบปะสังสรรค์กับเหล่านักปฏิบัติ ก็เป็นได้

ไปอ่านหนังสือสอบต่อดีฝ่า

เจริญธรรม ฯ

edit @ 13 Sep 2009 08:51:35 by Dhammasarokikku

พอดีได้รับ fwd mail มาเกี่ยวกับข้อปฏิบัติในการใส่บาตร ผู้เขียนคงเป็นพระนวกะบวชเข้ามาช่วงเข้าพรรษา อ่านแล้วก็ฮาดี คิดอยู่ว่า น่าจักเอามาแปะบนบล็อกอยู่เหมือนกัน แต่ก็คิดว่า fwd mail คงได้รับกันถ้วนหน้าอยู่แล้ว ถัดมาไม่กี่วันก็มีบล็อกภาษาลาว http://saixelamphao.exteen.com เขียนถึงวิธีใส่บาตรอีกเหมือนกัน ก็รู้สึกว่า เอาทั้งสองเอ็นทรี่มารวมกันดูท่าจักดี วันนี้วันพระด้วย ได้ใช้ทันที

สีน้ำเงิน : fwd mail สีแดง : คำแปลบล็อกนั้นจากมหาโอ๊ต สีดำ : ข้อยเอง

(ขอสารภาพว่า อ่านบล็อกภาษาลาวนั้นไม่รู้เรื่อง ครับ ไฟร์ฟ็อกซ์ไม่เห็นมีฟอนต์ภาษาลาว เอาคำแปลจากมหาโอ๊ตมาลง ครับ)

1. ก่อนใส่บาตร

ก. ถ้าจักว่าคาถา หรือบริกรรมสิ่งไรให้จิตเป็นสมาธิ ควรทำเสียแต่เนิ่น ๆ (หลวงพ่อพระราชพรหมยาน แนะให้ภาวนาคาถาเงินล้านก่อนใส่บาตร ๓,๕,๗,๙ จบ ตามกำลังศรัทธา จักช่วยเพิ่มอานิสงส์ เพราะจิตเป็นสมาธิ) เวลาพระมาบิณฑบาตนั้น อย่าให้พระรอนาน 

ข. ในขณะที่รอ หรือใส่บาตรนั้น ทำจิตให้บริสุทธิ์ ไม่ควรที่จะนำเรื่องทุกข์ใจมาโศกตอนนั้น

ค. ในขณะที่รอใส่บาตรนั้น ให้ตั้งใจว่าจะใส่บาตรให้พระสงฆ์ สามเณร องค์ใดก็ได้ ไม่จำเพาะเจาะจงองค์ใดองค์หนึ่ง หรือถูกใจใส่องค์นี้ ไม่ใส่องค์นั้น การไม่จำเพาะเจาะจง เรียกว่าสังฆทาน พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญว่ามีผลมาก

ง. ไม่ควรใส่หมวก ผ้ามัดเอว ผ้าโพกหัว

จ. ไม่ควรถือพร้า ถือค้อน หรืออาวุธอื่น ๆ ถ้ามีควรวาง หรือเก็บไว้ที่อื่นก่อน

ฉ. บุญที่มีอานิสงส์มาก จิตใจของผู้ให้ทานต้องเบิกบาน ยินดีในทานที่ให้ ทั้งก่อน ขณะให้ และหลังให้ ฉะนั้นระหว่างรอใส่บาตร ไม่ควรคิดฟุ้งซ่านไปเรื่องอื่น ควรมีใจจดจ่อกับทานที่กำลังจักให้

ช. อย่ายืนในจุดที่เหยียบเงาพระสงฆ์ (คือตอนเช้าควรเลือกดูแสงอาทิตย์รุ่งอรุณนั้น ฉายไปทางใด เราควรอยู่จุดใด ที่จะไม่เหยียบเงาพระสงฆ์) เพิ่มเติมความเห็นส่วนตัว : อันนี้ข้าพเจ้าเห็นว่า คงเป็นกุศโลบายให้มีสติในการใส่บาตร คงไม่ถึงกับเป็นข้อห้าม หรือเป็นกังวลจนเกินไป เดี๋ยวมัวแต่ระวังเงาพระ ไม่เป็นอันใส่บาตรกันพอดี

2. นิมนต์พระ

หลังจากที่เราเตรียมสำรับกับข้าวเรียบร้อยแล้ว เราก็ยืนรอพระที่จะเดินบิณฑบาตผ่านมา การยืนรอพระในขั้นตอนนี้ ควรศึกษาให้ดีเสียก่อนว่า เส้นทางนี้มีพระเดินผ่านหรือไม่ ไม่ใช่ว่าไปรอบนทางสายเปลี่ยวที่ไม่มีพระเดินผ่าน คงไม่ได้ใส่กันพอดี

รอซักพัก พอมีพระเดินมาก็นิมนต์ท่าน การนิมนต์ ก็ควรใช้คำว่า "นิมนต์ครับ/ค่ะท่าน" แค่นี้พระท่านก็ทราบแล้ว ตอนเป็นพระเคยเดินบิณฑบาตที่ตลาดเขมร โยมนิมนต์ด้วยถ้อยคำอันรื่นหูว่า "ท่านเจ้าประคุณเจ้าคะ นิมนต์เจ้าค่ะ" (ใช้คำไฮโซมาก) มีอีกทีนึงโยมใช้คำว่า "นิมนต์เจ้าค่ะ พระอาจารย์ " ( เอ่อ โยมอาตมาเพิ่งบวชอาทิตย์เดียว) การนิมนต์พระควรนิมนต์ด้วยความสำรวมและใช้เสียงดังพอประมาณ โยมบางคนเรียกพระด้วยเสียงอันดัง "นิ โมนน!!" (แง้ ทำไมต้องตะคอกด้วย - -")

การนิมนต์ควรสังเกตอายุของพระด้วย ถ้าอายุน้อยกว่าเราหรือว่าเยอะกว่าไม่มากก็เรียกว่าหลวงพี่ ถ้ามีอายุหน่อยก็เรียกหลวงน้า ถ้าแก่พรรษามากก็เรียกหลวงตา หรือนอกจากนี้ก็อาจจะเรียกหลวงอา หลวงลุง หลวงปู่ฯลฯ แล้วแต่จะลำดับญาติ อย่างฉันปีนี้อายุ ๒๓ ปี หน้าตาค่อนข้างเด็ก แต่เคยมีโยมใช้คำว่า "นิมนต์ค่ะ หลวงลุง " ทำเอาเสีย self จนอยากสึกออกไปทำ baby face โยมบางคนคงเขินอายพระ เนื่องจากไม่ค่อยได้ใส่บาตรเท่าไร เวลาพระเดินมาก็ยื่นมือออกมาทำท่ากวัก ๆ ทำเหมือนพระเป็นรถเมล์ เพิ่มเติม : อันนี้ก็เคยถูกเรียกเป็นหลวงพ่อ หลวงลุง เหมือนกัน ฉ๊านยังไม่แก่... (จริง ๆ แก่ไปมากมายแล้ว สมควรเป็นหลวงตาตั่งหัก) การนิมนต์ของญาติโยมยังพบอีกแบบหนึ่ง ใช้วิธีส่งสายตา กะจักให้พระเงยหน้าขึ้นมาสบตา ปิ๊ง ปิ๊ง ปิ๊ง ดูแก้มแดงถูกใจจริง ๆ มองแล้วน่าเข้าไปกอด (เฮ้ย... นั่นมันเพลงป๋าเบิร์ด) ครูบาอาจารย์ของข้าพเจ้าสอนให้ก้มหน้าก้มตาเดิน ทอดสายตาลงชั่วแอกหนึ่ง สำรวมอินทรีย์ไว้ ไม่สอดส่ายสายตาทำท่าเหมือนหาอาหาร เลยพลาดการเรียกนิมนต์ทางสายตาอยู่บ่อยครั้ง หลายครั้งโยมต้องวิ่งกระหืดกระหอบตามหลังมาใส่บาตร บางรายก็ตามไม่ทันเลย เพราะเวลาออกบิณฑ์ข้าพเจ้าทำตัวเหมือน TOMCAT F-14 บิน(บิณฑ์)เร็วมาก

หลังจากนิมนต์พระ ก็เข้าสู่ขั้นตอนถัดไปคือ

3. จบ

อันนี้ไม่ได้หมายความว่าเรื่องจบแล้วนะ การจบ หมายถึง การเอามาทูนไว้ที่หัวแล้วอธิษฐาน การจบ ควรใช้เวลาอธิษฐานแต่พองาม ไม่ต้องอธิษฐานนานจนเกินไป เคยมีโยมนิมนต์ไปรับบาตร ไอเราก็เดินไปเปิดฝาบาตรรอรับ โยมก็จบอยู่ ขอบอกว่านานมากกกกกกก นานจนรู้สึกได้ นานจนอดคิดไม่ได้ว่า "โยมขออะไรเราน้า ?"

4. ถอดรองเท้า ยืนด้วยเท้าเปล่า

จริง ๆ แล้ว จุดประสงค์ของการถอดรองเท้าคือเป็นการให้ความเคารพพระสงฆ์โดยการไม่ยืนสูงกว่าท่าน เพราะเวลาพระสงฆ์บิณฑบาตจะเดินเท้าเปล่า แต่มีญาติโยมบางคนไม่เข้าใจเกี่ยวกับการถอดรองเท้าซึ่งมีหลายประเภทเหมือนกัน เช่น บางคนถอดรองเท้าอย่างเรียบร้อยแต่ยืนบนรองเท้า - -" (สูงกว่าเดิมอีก) บางคนถอดรองเท้าและยืนบนพื้นจริง แต่ว่าตัวเองยืนบนฟุตบาท พระยืนบนพื้นถนนซะงั้น (หนักกว่าเก่า)

เคยมีเรื่องเล่าว่า มีโยมคนนึงยืนใส่บาตรพระ พระเห็นว่าโยมใส่รองเท้าเลยแนะนำโยมไปว่า
พระ : "โยม อาตมาว่าโยมควร ถอดรองเท้าใส่บาตร นะ"
โยมมีสีหน้าตกกะใจ ตอบพระไปว่า
โยม : เอ่อ จะดีเหรอคะ
พระ : ไม่เป็นไรหรอกโยม
โยมก็จัดแจงถอดรองเท้า ยกขึ้นมาพร้อมกับถามพระว่า
โยม : จะให้ใส่ข้างเดียวหรือว่าสองข้างเลยคะ
อิบ้า!! ท่านหมายถึงถอดรองเท้าเวลาใส่บาตร ไม่ใช่ถอดรองเท้าเอามาใส่ในบาตร
อันนี้เป็นเรื่องที่หลวงน้าท่านนึงเล่าให้ฟังระหว่างฉันเพล ( เรื่องขำขันขณะฉันเพล)
พอถอดรองเท้าเสร็จก็เข้าสู่ขั้นตอนที่สี่

5. ใส่บาตร

อันนี้ถือเป็นจุดไคลแม็กซ์ของการใส่บาตร ตามธรรมเนียมควรใส่ข้าวในบาตรก่อน หากพระท่านมีย่าม กับข้าวให้ใส่ในย่าม ดอกไม้ธูปเทียนปัจจัย ให้ใส่สุดท้าย สีกาให้วางบนฝาบาตร ผู้ชายถวายให้กับมือเลยก็ได้

สิ่งสำคัญที่ทุกคนมองข้ามก็คือควรดูว่าของที่นำมาใส่บาตรนั้น เสียรึเปล่า บางคนมีเจตนาอยากทำบุญดี แต่ดันไปซื้อของเสียมาใส่บาตร พระฉันไป เข้าห้องน้ำไป พวกร้านค้าก็จริงๆ บางครั้งเอาของค้างคืนมาขายเอากำไร ไม่สนใจพระเจ้า เห็นแก่ตัว หากินกับพระ ก็ฝากด้วยนะครับ เด๋วทำบุญจะได้บาปเปล่าๆ เพิ่มเติม : โยมควรพิจารณาดู แค่เท่าที่ทำได้ ครับ อย่าให้ถึงกับขอแม่ค้าชิม เดี๋ยวถูกด่าไล่หลังแล้ว จิตจักเศร้าหมองเปล่า ๆ ถ้าใส่บาตรไปแล้ว ไม่ควรเป็นกังวล ครับ วัตถุทานไม่ประณีต หากไม่ประกอบด้วยเจตนา (คือไม่รู้ว่า อาหารนั้นบูด) มีผลน้อย

นอกจากนี้ ของที่นำมาใส่ ถ้าเพิ่งปรุงสุกเสร็จ ควรดูด้วยว่ามันร้อนมากรึเปล่า เคยมีโยมใส่แกง ร้อนมากๆๆ บาตรเกือบหล่น ทั้งนี้เพราะบาตรทำจากโลหะ นำความร้อนได้ดี ปริมาณไม่ควรมากจนเกินไป เคยมีโยมใส่บาตรด้วย "กล้วย ๓ หวี" กล้วยเล็บมือนาง กล้วยไข่ อาตมาไม่ว่า แต่นี่ใส่ "กล้วยหอม" ( อันนี้เกิดกับตัวเองจริงๆ) คิดดู "กล้วยหอม ๓ หวี" อยู่ในบาตร หนักมากกกก จนอยากบอกโยมว่า "โยม อาตมาไม่ใช่ช้าง" การใส่ก็ควรวางในบาตรด้วยอาการสำรวม บรรจงนำของที่เตรียมมาใส่บาตรไปตามลำดับจนหมด (อันนี้เป็นการฝึกสมาธิไปในตัวด้วย) เพิ่มเติม : ที่เคยเจอมามีหลากหลายมาก ตั้งแต่แตงโมครึ่งลูก หรือเต็มลูก ส้มโอ โค้ก ๑.๒๕ ลิตร แฟ็บขนาด ๔ กก. ล่าสุดเจอใส่ข้าวและกับข้าวทีเดียว ๑๐ ชุด พร้อมซองอีก ๑๐ ซอง คาดว่า คงใส่บาตรสะเดาะเคราะห์กระไรสักอย่าง เจ้าประคู๊ณ... นี่แม่หมอเขาคงแนะให้ทำบุญใส่บาตรพระ ๑๐ รูป มากกว่านะจ๊ะ ไม่ใช่เอาอาหาร ๑๐ ชุดมาใส่พระรูปเดียว ไม่ต้องโปรดเจ้าอื่นกันพอดี

โยมผู้หญิงบางคนกลัวโดนพระจัด พอถุงกับข้าวถึงแค่ปากบาตร ก็ปล่อยลงมา ตุ๊บ!! นึกว่ากาลิเลโอกลับชาติมาทดลองเรื่องแรงโน้มถ่วงของโลก (วางดี ๆ ก็ได้ 55)

ขณะที่กำลังหย่อนอาหารใส่บาตรนั้น ไม่ควรพูด หรือชวนพระสงฆ์คุยเรื่องอื่น ให้ตั้งใจใส่บาตรจนสำเร็จ (เว้นเสียแต่ใส่บาตรสำเร็จแล้ว พระสงฆ์จะพูดอะไรก็ฟังท่าน หรือเราอยากพูดเรื่องอะไรก็ได้ แต่ต้องให้เป็นประโยชน์)  

ขั้นตอนต่อไปคือ

6. รับพร

หลังจากใส่บาตรเสร็จ พระสงฆ์ส่วนมากก็จะให้พร เราเป็นญาติโยม ก็ประนมมือรับพรกันตามระเบียบ โดยอาจยืนหรือนั่งยอง ๆ ก็ได้ ก้มหัวแต่พองาม เคยมีโยมยืนประนมมือ แต่ก้มหน้ามาแทบชนพระ ห่างจากหน้าพระประมาณคืบเดียว (ไม่ต้องใกล้ชิดศาสนาขนาดนั้นก็ได้โยม (ตอนนั้นให้พรเบาๆ เพราะไม่มั่นใจเรื่องกลิ่นปาก)) ถ้าเป็นโยมผู้หญิงก็นั่งให้เรียบร้อย เหมาะสม ระหว่างนี้ก็อุทิศส่วนกุศลให้คนที่รัก เจ้ากรรมนายเวรและอื่นๆ ก็ว่ากันไป

เพิ่มเติม : การให้พรขณะบิณฑบาตของพระสงฆ์ ตามกฏมหาเถรสมาคม กำหนดให้ไม่ต้องให้พร หรือถ้าต้องการให้ ให้ให้ในใจ เพราะการยืนให้พร ดูไม่เรียบร้อย และหลังฉันเช้า ฉันเพล พระก็ต้องให้พรรวบยอดอยู่แล้ว ฉะนั้นหากพบพระที่ไม่ให้พร ไม่ต้องเสียใจ ครับ พระท่านทำตามกฏมหาเถรสมาคมอย่างถูกต้องสมบูรณ์แล้ว

สำหรับข้าพเจ้า ก็ตามใจญาติโยม จักมิให้เลย บางทีโยมก็รอเก้อ เสียกำลังใจ เลยใช้วิธีสังเกตอาการ ถ้าโยมทรุดตัวลงนั่ง หรือยืนรอรับพร ก็ให้พรแต่สั้น ๆ บางที่สถานที่ไม่เอื้ออำนวยในการให้พร ก็ผ่านไปเลย หรือให้แบบสั้นจุ๊ดจู๋ อายุ วัณโณ สุขัง พะลัง แต่บางที่ร้านค้าเตรียมที่กรวดน้ำไว้ให้ญาติโยมเลย อันนี้ก็ต้อง ยะถา สัพพี เต็มสูตร

ความจริงแล้ว การกรวดน้ำ หรืออุทิศส่วนกุศลให้ผู้ที่ล่วงลับ กรวดแห้งก็ได้ ครับ ไม่ต้องใช้น้ำ แบบสั้นที่สุด ก็ "อิทัง เม ญาตีนัง โหตุ สุขิตา โหนตุ ญาตะโย" ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่ญาติทั้งหลายของข้าพเจ้า ขอให้ญาติทั้งหลายของข้าพเจ้ามีความสุข

การโมทนาบุญของญาติเรา ความจริงแล้ว สำเร็จในเวลาไม่ถึงหนึ่งวินาที ครับ พอเราคิดจักทำบุญ ญาติเราที่เขาต้องการบุญจากเรา เขาจักมารอโมทนาแล้ว แค่คิดว่า อุทิศบุญให้ เขาก็ได้รับแล้ว ไม่ต้องสาธยายให้เยิ่นเย้อ ที่เขาให้ว่ายาว ๆ เป็นเพียงกุศโลบายให้ฝึกทำสมาธิ ถ้าชีวิตไม่เร่งรีบ เรื่อย ๆ มาเรียง ๆ จักอุทิศให้ยาวสักแค่ไหนก็ย่อมได้ ครับ เข้าฌานอุทิศส่วนกุศลได้ยิ่งดี นอกจากเขาจักได้รับบุญอันเกิดจากทานเต็ม ๆ แล้ว ยังได้บุญจากการภาวนาอีกต่างหาก แต่ถ้าเวลาเร่งรัด อุทิศแป๊บเดียว ก็ได้ผลเสมอกัน

แบบยาว ๆ ก็มีตัวอย่างแบบหลวงพ่อพระราชพรหมยาน อุทิศให้ครบทุกประการ ไม่เยิ่นเย้อเกินไป ดังนี้

อิทัง ปุญญะ ผะลัง ผลบุญที่ใดข้าพเจ้าได้กระทำแล้วในครั้งนี้
ขออุทิศส่วนบุญกุศลนี้ ให้แก่ท่านเจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายที่เคยล่วงเกินมาแล้ว
แต่ชาติก่อนก็ดี ชาตินี้ก็ดี ขอท่านทั้งหลายจงโมทนา
และขอจงอโหสิกรรมซึ่งโทษล่วงเกินอันนั้น ให้แก่ข้าพเจ้า ตราบเท่าเข้าสู่พระนิพพาน

และขออุทิศส่วนกุศลนี้ ให้แก่เทพเจ้าทั้งหลายที่ปกปักษ์รักษาข้าพเจ้า
และเทพเจ้าทั้งหลายทั่วสากลพิภพ และพยายมราช
ขอเทพเจ้าทั้งหลาย และพยายมราช ได้โปรดโมทนา
และขอได้โปรดเมตตาเป็นสักขีพยานในการบำเพ็ญกุศลขอข้าพเจ้าในครั้งนี้ด้วยเถิด

และขออุทิศส่วนกุศลนี้ ให้แก่ท่านทั้งหลายที่ล่วงลับไปแล้ว
ที่เสวยความสุขอยู่ก็ดี เสวยความทุกข์อยู่ก็ดี เป็นญาติก็ดี มิใช่ญาติก็ดี
ขอท่านทั้งหลายจงโมทนา พึงได้รับประโยชน์ ความสุข เช่นเดียวกับข้าพเจ้าจะพึงได้รับ ณ กาลบัดเดี๋ยวนี้เถิด

ผลบุญใดที่ข้าพเจ้าได้บำเพ็ญแล้ว ณ โอกาสนี้ ขอผลบุญนี้ จงเป็นปัจจัย ให้ข้าพเจ้าได้เข้าถึงซึ่งพระนิพพาน ในชาติปัจจุบันนี้ ด้วยเทอญ ฯ

เรื่องการให้พร พระเก่า ๆ บวชมานาน ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงกระไรได้ เพราะทำมาตามความเคยชิน หรือทำตามที่ญาติโยมต้องการ ดังนั้น หากอยากทำให้ถูก ญาติโยมต้องเป็นคนบอกพระ ครับว่า "ไม่ขอรับพร" ช่วยกันบอก ครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับพระบางรูปที่ให้พรยาวยืดจนไม่น่าดู

และที่คนเข้าใจผิดกันเยอะ การแผ่เมตตา กับการอุทิศส่วนกุศล เป็นคนละอย่างกันนะ ครับ แผ่เมตตา คือ การแผ่ความเป็นมิตรออกไป การอุทิศส่วนกุศล คือการส่งผลบุญให้แก่ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว

การใส่บาตรที่อยากแนะนำก็มีประมาณเท่านี้ ขั้นตอนการทำบุญง่ายๆ ตื่นเช้ามาใส่บาตรกันเถอะครับ พี่น้อง

เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้ ฯ

ปล.๑ อันตรายมาก สีกาทั้งหลาย ไม่ควรใส่เสื้อคอกว้างหรือคว้านลึก (รวมถึงกระโปรงสั้น ๆ หรือกางเกงสั้นมาก ๆ ด้วย) มาใส่บาตร ถ้าจักใส่ อย่าก้มต่ำนัก ควรยืนรับพร เดี๋ยวจักมีข่าวพระหัวใจวายตายกลางตลาดขึ้นหน้าหนึ่ง (อันนี้ความลับของพระเลยนะเนี่ยะ) แต่ถ้าสีกาอายุเลยเลขสี่ไปแล้ว หรือโปรดปรานไข่ดาวเป็นพิเศษ การกระทำดังกล่าวอาจช่วยให้พระเห็นอสุภกรรมฐาน (การพิจารณาเห็นร่างกายเป็นของไม่สวยไม่งาม)

ปล.๒ อันตรายไม่น้อยกว่า ปล.๑ สีกาไม่ควรใส่ชุดนอนบางเจี๊ยบสุดเซ็กซี่ออกมาใส่บาตร (อารมณ์เพิ่งตื่น) พระโดยส่วนใหญ่ เป็นสมมุติสงฆ์มากกว่าพระอริยะมาก (พระอริยะที่จักตัดกามฉันทะได้เด็ดขาด ต้องเป็นพระอนาคามีขึ้นไปด้วย) ฉะนั้นไม่ควรทำให้พระไขว้เขว พระต่างจังหวัดสึกกันบ่อยก็เพราะเหตุนี้

ปล.๓ อันตรายไม่น้อยกว่า ปล.๒ สีกาเวลาใส่บาตรไม่ควรเล่นหูเล่นตากับพระ เท่าที่พบมาตามต่างจังหวัด (บวชแถวภาคตะวันตกของประเทศไทย ครับ) พระทราบหมดว่า ลูกสาวบ้านไหนสวย ชื่ออะไร เรียนอยู่ที่ไหน ที่บ้านประกอบอาชีพอะไร มีแฟนหรือยัง การเล่นหูเล่นตากับพระ จักทำให้อัตราการสิกขาลาเพศในต่างจังหวัดสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ปล.๔ ที่สีกาต้องมาอยู่ใน ปล. เพราะผู้ชายใส่บาตรกันน้อย ครับ

มีเจ้าของ fwd mail มาแสดงตัว ครับ บล็อกเด็กวัดจอมทะเล้นของเอ็กซ์ทีนเรานี่เอง บล็อกนี้ขอแนะนำ ครับ เขียนบล็อกได้ฮาสุด ๆ สมควร add fav ไว้จักไม่ตกเทรนด์ http://dekwad.exteen.com/20090403/entry

edit @ 5 Sep 2009 19:05:37 by Dhammasarokikku

ออริจินอล เอ็นทรี่นี้ ครับ  tomazzu

๑. ข้าพเจ้าเคยเรียนในมหาลัยแห่งหนึ่งที่เรียกวิศวะว่า Intania ไม่ใช่ Entaneer เมื่อประมาณ ๑๗ ปีก่อน ปัจจุบันกระไร ๆ อาจเปลี่ยนไปมากมาย

๒. ได้ข่าวว่า ชื่ออินทาเนียนี้ได้มาแต่การออกเสียงไม่ชัดของเหล่าโฟร์แมน เพี้ยนมาจากเอ็นจิเนียร์นั่นแล (เดี๋ยวปั๊ด เรียกโฟร์แมนว่าโฟร์มดซะมั่งหรอก)

๓. สีประจำคณะเป็นสีเลือดหมู

๔. เป็นคณะที่เก่าแก่เกือบที่สุดของสถาบัน เคียงคู่่มากับคณะอักษรศาสตร์

๕. คณะวิศวะไม่เคยตีกับคณะอักษร มีแต่เมาเหล้าแล้วยกพวกไปล้อมคณะไว้ให้สยองเล่น (ได้ข่าวว่า หัวโจกงานนั้น โดนภาคทัณฑ์ เป็นเรื่องเมื่อสมัยสักห้าหกสิบปีก่อน ครับ สถาบันยังเสมือนทุ่งหญ้าสะวันน่าเลี้ยงวัวอยู่เลย)

๖. จบคณะนี้ ได้ชื่อเรียกโก้หรูว่า พี่นายช่าง

๗. ที่เลือกเรียนวิศวะสถาบันนี้ เพราะได้ข่าวว่า สาว ๆ เยอะ (หน้าหม้อจริงกรู)

๘. เพราะถ้าวัดความเป็นช่างกันจริง ๆ รู้สึกแถว ๆ ลาดกระบังจักเข้มข้นกว่า (แต่สถาบันนั้นผู้หญิงหายากเหมือนหาโอเอซิสในทะเลทราย)

๙. แคลคูลัสตัวที่สามของสถาบันที่เคยเรียน เนื้อหาเหมือนแคลคูลัสตัวที่หนึ่งของอีกสถาบันหนึ่งแถวบางมด

๑๐. ใครว่า สอบเข้าคณะนี้ต้องเก่งคำนวณ ข้าพเจ้าขอประกาศกร้าวว่า มันไม่จริง

๑๑. เพราะข้าพเจ้าทำสำเร็จมาแล้ว ด้วยการใช้วิชาภาษาอังกฤษ ภาษาไทย สังคม นำวิชาคณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ และเคมี

๑๒. ไม่รู้การสอบสมัยนี้เป็นอย่างไร แต่สมัยก่อนขอให้ทำข้อสอบได้เฉลี่ย ๆ ครึ่งหนึ่งทุกวิชา แล้วมีเจ๋ง ๆ สักวิชาหนึ่ง ก็สอบติดแล้ว

๑๓. แอบไปดูคะแนนสอบเอ็นสะท้าน วิชาภาษาอังกฤษ กข ของตัวเอง ได้ ๗๘ จาก ๑๐๐ คะแนนแน่ะ ครับ (กขค พุ่งไป ๘๖)

๑๔. วิชาอื่น ๆ ไม่ได้ดู แต่ขนาดภาษาอังกฤษโดดเด่นขนาดนี้ ยังติดเข้าไปอันดับปลาย ๆ ประมาณคนที่หกร้อยกว่า ๆ (สมัยนั้นรับปีละ ๗๐๐ คน) เกือบหลุดไปแล้วเหมือนกัน คณะนี้มันเมพจิง ๆ

๑๕. แต่ท่านอาจพบประสบการณ์เลวร้ายหลังจากเข้าไปเรียนแล้ว ด้วยความเสี่ยววิชาคำนวณ เกรดเทอมแรกสุดสวยหรู ๑.๗๖ เฉียด ๆ จักโปรต่ำ (เกรดเฉลี่ยต่ำกว่า ๒.๐๐ เรียกว่า โปรเบชั่น โปรต่ำ ๒ เทอมไทร์ โปรสูง ๔ เทอมไทร์ ต่ำกว่า ๑.๗๕ เรียกว่า โปรต่ำ ต่ำกว่า ๑.๕ ไทร์ไปเลยไม่มีอุทธรณ์)

๑๖. ครั้นปรับตัวได้ สุดท้ายวิชาคำนวณ ก็มิใช่วิชาคำนวณ (คล้าย ๆ หลักของเต๋าเลยแฮะ) มันคือวิชาท่องจำข้อสอบเก่า เกรดพุ่งขึ้นมาเป็นสองจุดเก้ากว่า พ้นโปรไปอย่างเนียน

๑๗. สมัยเป็นเด็กมัธยมปลาย ก็รู้สึกว่า ได้เรียนคณะนี้ สถาบันนี้ มันเท่เหลือจักกล่าว สาว ๆ คงกรี๊ดสนั่น

๑๘. พอเข้าไปเรียนจริง ๆ พบว่า ก็งั้น ๆ สาว ๆ เขาก็สนใจแค่นิดหน่อยเท่านั้น เขาสนใจ "กึ๋นจีบหญิง" ของเรามากกว่า ถ้ามีแต่ "กึ๋นเทพ" ที่เอาไว้เรียนอย่างเดียว เชิ่ด หยิ่ง ว่าตูข้านี้เริ่ดกว่าใครในปฐพี สอบเข้ามาเรียนคณะนี้ สถาบันนี้ได้ แทนที่เขาจักนิยมชมชอบ บางทีกลับถูกหมั่นไส้เสียด้วยซ้ำ

๑๙. ท่านที่เรียนเก่ง ๆ เวลาอยู่โรงเรียนได้อันดับหนึ่งอันดับสองของชั้น ระวังให้ดี ครับ เข้ามาเรียนคณะนี้แล้ว ท่านอาจจักเสียเซ้วอย่างแรง แล้วท่านจักซาบซึ้งสำนวนที่คนโบราณกล่าวไว้ว่า เหนือฟ้ายังมีฟ้า เหนือมาม่ายังมีไวไว และเหนือกรรไกรก็ยังมีคัตเตอร์ (สำนวนกระไรฟระ)

๒๐. หนุ่มวิศวะเวลาอยู่ในคณะ ก็เหมือนกับเรียนโรงเรียนชายล้วน มีผู้หญิงอยู่หยิบมือเดียว

๒๑. ผู้หญิงวิศวะจักถูกเอาใจจนเว่อร์ ด้วยความที่มีปริมาณน้อย (สมัยนั้นสัดส่วน ๑ ต่อ ๖ ครับ) ตัวเลือกก็เยอะ สาว ๆ ท่านใดขาดความมั่นใจในรูปร่างหน้าตาของตน ขอแนะนำให้เข้าคณะนี้ ครับ แล้วท่านจักกลายเป็นนางฟ้าสวยเลือกได้ในชั่วข้ามคืน ความมั่นใจท่านจักเต็มเปี่ยมยิ่งกว่าใช้โมเดสอัลตร้าซอฟต์แบบมีปีกคู่

๒๒. เพราะมีหนุ่มวิศวะไม่ฉลาดหลายคน (น่าจักเกินครึ่งคณะ) คิดว่า แฟนเขาจักต้องเรียนวิศวะเหมือนกันเท่านั้น

๒๓. ความคิดฝังหัวเช่นนี้ บางทีก็ทำให้ หน้าตาท่าทาง คลายความสำคัญลง ตามกฏอุปสงค์อุปทาน เข้าโรมรันพันตูกับศึกชิงนางในสัดส่วน ๑ ต่อ ๖ ดังกล่าว

๒๔. และบางทีมันก็ไม่ใช่ ๑ ต่อ ๖ เสียด้วย หากเธอคนนั้นเป็นที่หมายปองของใครหลาย ๆ คนในคณะ นอกจากรุ่นเดียวกัน ๗๐๐ คนแล้ว ยังมีรุ่นพี่เป็นคู่แข่งขั้นเทพอีกต่างหาก

๒๕. ถ้าใครเกิดทัน เคยเห็นโฆษณาแพนทีน "เขาจับผมกี้ด้วยหล่ะ" นั่นละ ตัวอย่างของการแข่งขันชิงไหวชิงพริบกันของหนุ่มวิศวะ ซึ่งสุดท้ายลงเอย สาวเจ้าก็ไปเป็นแฟนกับหนุ่มนอกคณะ ทิ้งให้วิศวะแม๊น..แมนทั้งหลาย นั่งน้ำลายยืด (ว่าแต่ตอนนี้น้องกี้ไปอยู่ไสแล้วฟระ)

๒๖. หารู้ไม่ว่า เพียงท่านเดินออกไปจากคณะแค่ไม่กี่ก้าว จักมีสาว ๆ จากคณะอื่น พึงใจท่านอยู่มากมาย

๒๗. ยิ่งเดินหลายก้าว ข้ามไปยังมหาลัยอื่น ความพึงใจจักเพิ่มขึ้นแบบเอ็กซ์โปเนนเชียล

๒๘. แต่ก็มีข้อควรระวัง หนุ่ม ๆ คณะอื่น หรือมหาลัยอื่น เขาไม่ค่อยชอบหน้าหนุ่มวิศวะสักเท่าไหร่ หาว่า ทำให้คณะเขา มหาลัยเขา ขาดดุล จีบไม่ระวัง หัวอาจจักมีรู

๒๙. และที่สุดแล้ว ความพึงใจทั้งหลายเหล่านั้น มันก็ชั่วคราว ครับ ถ้าท่านไม่มีเสน่ห์ดึงดูดเพศตรงข้าม ไม่นานท่านก็จักกลายเป็นวีซีดีตลกคาเฟ่ ที่คนดูครั้งเดียว แล้วไม่ดูซ้ำ เพราะมันฮาแค่ตอนดูครั้งแรกเท่านั้น

๓๐. ว่าจักเขียนเรื่องคณะ ไหงโผล่มาเรื่องนี้ได้ เขารู้กันหมดว่า สมัยเรียนหูดำสุด ๆ

๓๑. เปลี่ยนเรื่อง ๆ ข้าวมันไก่ในโรงอาหารวิศวะ เป็นอาหารประจำของข้าพเจ้า ด้วยราคาสุดศิวิไลซ์ ๑๕ บาท ได้ข้าวพูนจาน รสชาติก็ไม่ขี้เหร่

๓๒. สมัยนั้นโรงอาหารคณะวิศวะร้อนมาก แต่ด้วยความที่ประหยัดเวลา ก็ทน ๆ มันเข้าไปเหอะ รีบตักใส่ปากเคี้ยว ๆ กลืน ๆ เสียเวลาการดองตัวในห้องสมุดทำแบบฝึกหัด เดี๋ยวดัชนีความเค็มไม่ได้มาตรฐาน

๓๓. แต่เหล่าวิศวะไฮโซ เขาจักพากันออกไปกินโรงอาหารคณะอักษร

๓๔. บ้างก็คณะรัฐศาสตร์

๓๕. ขยันมากก็ไปถึงบัญชี

๓๖. คงไม่มีใครข้ามไปถึงนิเทศ

๓๗. แต่ข้าวโรงอาหารนิเทศหย่อยดีหว่ะ (อ้าว...เฮ้ย)

๓๘. หนุ่มวิศวะมักเสพกามด้วยสายตา

๓๙. เพราะไม่รู้จักเริ่มต้นยังไง ก็ได้แต่มอง เหมือนสุนัขชะเง้อเครื่องบิน

๔๐. หนุ่มวิศวะบางคน รักษาความบริสุทธิ์มาได้จนถึงอายุ ๓๓ (น่าภูมิใจแทนเมียมันจริง ๆ)

๔๑. และยังมีหนุ่มวิศวะอีกบางคน ที่อายุ ๓๖ แล้วยังครองตัวเวอร์จิ้นอยู่ (สมควรไปประกอบอาชีพเป็นนักบวช มากกว่าเป็นวิศวกร เอิ๊ก ๆ)

๔๒. เอ๊ะ... ทำไมวนมาเรื่องนี้อีกแล้ว

๔๓. เป็นความจริง ครับว่า หนุ่มวิศวะหน้าหม้อแทบทุกคน (ไม่ได้บอกว่าทุกคนนะครับ อย่าเพิ่งร้อนตัว)

๔๔. เพราะด้วยความที่อดอยากปากแห้ง สาวในคณะเขาก็ไม่สน นอกคณะก็ไม่มีเวลาไปตามจีบ วัน ๆ อยู่แต่กับตัวเลข จำสูตร แทนค่า บ้าสมการ จักเอาเวลาที่ไหนไปแต่งตัว เดินห้าง เดินสยามบารากู๊วววว์

๔๕. คนนะไม่ใช่อูฐ จักได้วัน ๆ เสพเมถุนกับสูตรคำนวณ (อย่าถามนะครับว่า แล้วอูฐไปเสพเมถุนกับสูตรคำนวณตอนไหน ไม่รู้เหมือนกันเฟร้ย)

๔๖. ฉะนั้นอย่าไปคิดเลย ครับว่า หนุ่ม ๆ วิศวะจีบยาก ง่ายยิ่งกว่ากระไร แค่เข้าใจพวกเขานิดหน่อยเท่านั้นแหละว่า พวกเขามีความมั่นใจในวิชาชีพ และความเมพของเขาสูํงมาก ชม ๆ มันเข้าไป จักยากอาร๊ายยย....

๔๗. ผู้หญิงที่คิดว่า ควงหนุ่มวิศวะแล้วเท่ แท้จริงแล้ว เธอเป็นผู้หญิงฉลาดที่เปลืองพลังงานน้อยที่สุดในการจักมีแฟนต่างหาก

๔๘. มีแฟนเป็นวิศวกรเลี้ยงง่ายจักตาย ครับ ถ้ามันหายหัวไป หาได้ตามห้องสมุด ไม่ก็สนามบอล หรือวงเหล้า เหล่าวิศวกรมักเป็นสเตอริโอไทป์ มีฮอร์โมนเพศชายเต็มสูบ คาดเดาพฤติกรรมได้ไม่ยากนัก

๔๙. ไอ่พวกหาตัวไม่เจอจริง ๆ ไปตะแล่ดแต๊ดแต๋อยู่นอกคณะ นอกมหาลัย ส่วนใหญ่ไม่ค่อยจบในเวลาสักเท่าไหร่ ต้องให้กรรมการเป่านกหวีดต่อเวลา

๕๐. เปลี่ยนเรื่องดีก่า

๕๑. ใครรู้มั่งว่า สมัยก่อนปูนซีเมนต์ไทย สีกระไร?

๕๒. สีชมพู ครับ เป็นปูนที่สีแปลกที่สุดในโลก

๕๓. เหตุเพราะสมัยก่อน พวกสถาบันสีชมพูพาเหรดกันเข้าไปทำงานในปูนซีเมนต์ไทยมากที่สุด (ต้องได้เกรดสามขึ้นไปด้วยนะ ครับ) เบียดสีอื่น ๆ ตกขอบโรงโม่ปูนไปหมด

๕๔. เดี๋ยวนี้คงเปลี่ยนไปแล้ว

๕๕. ท่านรู้ไหม? ทำไมวิศวะสถาบันนี้ จึงดูสมบุกสมบันน้อยกว่าสถาบันอื่น

๕๖. เพราะวิชา shop หรือวิชาลงมือหล่อโลหะ ตะไบ กลึง เชื่อม ต๊าปเกลียว ฯลฯ มันอัดอยู่ปีหนึ่งหมดเลย ขณะที่สถาบันอื่น ปีแก่ ๆ ก็ยังต้องลง shop อยู่

๕๗. เห็นด้วยกับคุณ tomazzu ที่ว่า สาว IE (Industrial Engineering) น่ารักจริง ๆ คงเดากันถูกใช่ไหมว่า ข้าพเจ้าเลือกเรียน IE เพราะอะไร?

๕๘. ใช่แล้ว ครับ เพราะ IE หรือวิศวะอุตสาหการ เรียนค่อนข้างง่ายกว่าภาควิชาอื่น เงินเดือนดี บลา ๆ ๆ

๕๙. อ้าว... ทำไมว่า ข้าพเจ้าโกหกหล่ะ

๖๐. สารภาพก็ได้... ก็อย่างที่เดากันนั่นแหละ (ทฤษฎีจิตวิทยาของตาซิก(หมก)มุ่น ฟรอยด์ มันแม่นแท้หนอ)

๖๑. แต่การจักเข้าไปเรียน IE มิใช่เรื่องง่าย ๆ ครับ

๖๒. สมัยเตรียมสอบเอ็นทรานซ์ ลำบากลำบน ขยันเรียน ขยันอ่านหนังสือ เตรียมสอบอย่างยากเย็นสุดฤทธิ์ ด้วยความที่หัวไม่ได้สู้ดีกระไรนัก ต้องบากบั่นพากเพียรมากกว่าคนอื่น เป็นสิบ ๆ เท่า ด้วยความหวังว่า สอบเข้าได้แล้ว ตรูจักสบายเสียที ชีวิตมหาลัยคงฮาเฮเหมือนในหนังโรแมนติกคอมมิดี้

๖๓. ความคิดเช่นนี้ เป็นจริงในบางคณะ ครับ แต่ไม่ใช่คณะยาก ๆ พวกวิศวะ หรือแพทย์ (แต่ถ้าคณะแพศยา ก็เป็นอีกเรื่อง)

๖๔. คณะเหล่านี้ เอ็นท์ติดแล้ว ชีวิตแมร่งลำเค็ญยิ่งกว่าเดิม ครับ

๖๕. นอกจากเนื้อหาการเรียนอันยากยิ่งแล้ว ตอนจบปี ๑ ต้องไปแข่งกันเลือกภาควิชาอีก

๖๖. อ้อ... ลืมบอก สถาบันอื่น เขาเรียกภาควิชาว่า เมเจอร์ หรือสาขา ครับ 

๖๗. คะแนนในการเข้าภาควิชา ก็ลดหลั่นกันไปตามความนิยมในขณะนั้น ภาควิชาเทพ ๆ ไม่พ้น ไฟฟ้า โยธา เครื่องกล คอมพิวเตอร์

๖๘. สมัยนั้นก่อนฟองสบู่แตกปี ๔๐ ครับ โยธาเฟื่องสุดขีด คะแนนแซงภาควิชาไฟฟ้า ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง

๖๙. ชีวิตแมร่งมีแต่การแข่งขัน ใครเข้าคณะนี้แล้วไม่ชอบการแข่งขัน จักเบรื่อชีวิตมหาลัยสุดขีดเช่นข้าพเจ้า แล้วหนีไปเอ็นทรานซ์ใหม่เข้าคณะอื่นไป (เพื่อจักไปพบว่า คณะอื่นก็แข่งขันไม่แตกต่างกัน ชีวิตมหาลัยในฝันของฉ๊าน....อยู่ไหน)

๗๐. แม้ IE จักเรียนค่อนข้างง่าย จบแล้วโอกาสตกงานสูง เพราะมันออกแนวเป็นผู้บริหารโรงงาน ถ้าไม่มีกิจการที่บ้านรองรับ ก็มีสิทธิ์ลุ้นจบไปเตะฝุ่นได้ คะแนนไม่ควรจักสูงมาก แต่สมัยนั้นขึ้นไปอยู่อันดับ ๔ รองจาก โยธา ไฟฟ้า เครื่องกล

๗๑. เหตุผลก็มาจากข้อ ๕๗. นั่นละ ครับ เป็นภาควิชาที่สาว ๆ นิยมเรียนกันมาก ไม่ถึกควายทุย เหมือนภาควิชาอื่น ๆ เหล่าหนุ่มวิศวะหื่น ๆ เช่นข้าพเจ้า เลยตามเขาเข้าไปเรียน คะแนนเลยสูงเกินจริงตามความนิยม (สมัยนั้นนิยมจบแล้วไปต่อ MBA หรือ Finance ที่อเมริกา ครับ)

๗๒. แต่พอฟองสบู่แตก วิศวะโยธา แทบจักตกงานกันทีเดียว ครับ (แถมแตกโป๊ะปีที่จบพอดีด้วย) จากที่เคยสตาร์ทที่ประมาณหกหมื่น ชีวิตเป็นของไม่เที่ยงจริง ๆ

๗๓. ส่วนม้ามืดที่มาแรงแซงทางโค้ง กลับกลายเป็นภาควิชาปิโตรเคมี สมัยเลือกภาค ไม่เป็นที่นิยม สู้ภาคคอมฯยังไม่ได้เลย แต่จบมาเงินเดือนสูงที่สุดในรุ่น สตาร์ทที่ประมาณสี่หมื่น ปัจจุบันเลยแสนไปแล้ว

๗๔. ใครจักไปรู้ว่า พลังงานจักมาแรงเยี่ยงนี้

๗๕. สมัยก่อน ความหลากหลายทางชีวภาพในคณะวิศวะสูงมาก เพราะรับนิสิตเข้าไปตั้งปีละ ๗๐๐ คน

๗๖. ถ้ามาจากต่างจังหวัด ส่วนใหญ่มีฐานะยากจน กระเสือกกระสนดิ้นรนจนเข้ามาเรียนได้ ก็เพียงหวังให้จบไปมีงานดี ๆ ทำ เงินเดือนเยอะ ๆ ชอบไม่ชอบเรียน เอาไว้ทีหลัง

๗๗. ส่วนพวกเด็กเตพ มักเป็นลูกคนมีสตางค์ เพราะพ่อแม่มีปัญญาส่งเสียลูก ไปเรียนพิเศษกับติวเตอร์ต่าง ๆ (ไปเรียนแล้วถึงทราบว่า การที่เด็กไม่เคยเรียนติวเตอร์ จักสอบได้เป็นเรื่องยากมาก ๆ โจทย์บางข้อใช้เวลาทำแบบปกติร่วม ๑๐ นาที (สมัยก่อนต้องทำข้อสอบให้เสร็จเฉลี่ยข้อละ ๓ นาที) ขณะที่ไปเรียนกับติวเตอร์ เขาสอนวิธีทำโจทย์เสร็จในนาทีเดียว)

๗๘. บางทีคนที่เข้ามาเรียน ไม่มีทักษะความเป็นช่างเลย อาศัยว่า เรียนเก่ง แล้วคณะนี้สอบเข้าได้ยาก ใคร ๆ ให้ค่าว่า สอบเข้าเรียนคณะนี้ได้ เก่ง เริ่ด น่าตกใจที่ระบบการศึกษาไทยสามารถคัดคนที่ไม่ชอบเป็นช่าง หรือไม่มีความเป็นช่างเลย เข้ามาเรียนวิศวะ ซึ่งเป็นวิชาชีพช่างจ๋าได้มากมายขนาดนี้ (น่าจักเกินครึ่งคณะ)

๗๙. เห็นได้ง่าย ๆ เวลาลง shop ครับ

๘๐. พูดถึง shop วิชานี้สาว ๆ วิศวะก็สามารถเช็คเรทติ้งตัวเองได้ ครับ ถ้าเรทติ้งดี มีหนุ่มวิศวะหน้ามนอาสาเข้ามาทำแทนให้สุดชีวิต

๘๑. วกเข้ามาเรื่องนี้อีกละ...

๘๒. พี่ว้ากเกอร์คณะวิศวะโหดมาก

๘๓. แต่ถ้าแอบเข้าไปดูหลังฉาก จักพบว่า ดีกรีความหม้อสูงพอ ๆ กับความโหด

๘๔. ไม่เอาละ รู้ไส้รู้พุงกันหมดแล้ว จบดีก่า

ขอได้รับความขอบคุณจาก คุณ tomazzu จุดประกาย ฯ

ปล. วิดวะ ๆ ปู้ วิดวะ ๆ ปู้ วิดวะ ๆ โหว ๆ ๆ อักษรนิเทศเศรษฐวิดยา น่าสนใจไม่มีใครมาจีบ รีบคว้าไว้ก่อน แต่งแน่นอน จีบสจม.เป็นไปไม่ได้ เธอนั้นเป็นเทพีสถิตอยู่ที่อังรีดูนังต์ เราไม่มีสตางค์แต่เรามีรัก ๆ ๆ เราสนุกสนานที่ได้เกิดมาเป็นอินทาเนีย... (เพลงเชียร์คณะที่ได้ยินอีกที แปลงเนื้อไปเป็นเพลงฮิตติดชาร์จ : ดูเนื้อเพลงแล้วก็พอจักทราบใช่ไหมว่า...)

edit @ 2 Sep 2009 12:54:02 by Dhammasarokikku

Favourites