Experience

พระกับเฟสบุ๊ค

posted on 20 Mar 2012 14:47 by akkarakitt  in Experience  directory Lifestyle, Knowledge, Idea
มีโยมเพื่อนบอกให้เขียนเรื่องพระภิกษุกับการใช้เฟสบุ๊คให้คนที่ไม่เข้าใจ (ชอบเห็นพระเป็นมนุษย์ถ้ำ) อ่านนานแล้ว มีไอเดียอยู่บ้าง แต่ยังไม่ตกตะกอน เมื่อวานได้ฟีลเลยเขียนลงสเตตัสบนเฟสบุ๊คดังนี้ :-
 
อ่านสื่อโซเชี่ยลเน็ตเวิร์คไปสักพัก มันก็เหมือนอ่านหนังสือพิมพ์อิเล็คทรอนิกส์ ที่ปรับเปลี่ยนเรื่องราวไปตามความสนใจของเรา กดไลค์ไปเรื่อย จะพบว่า มีเรื่องราวที่เราสนใจ ชอบใจ ถูกใจ หลั่งไหลเข้ามา เกือบเรียกได้ว่า "ทะลัก" นี่หรือเปล่า? ที่ทำให้บางคนเห็นว่า พระไม่ควรเล่นเฟสบุ๊ค เพราะสิ่งที่เขาสนใจอยู่ไม่เหมาะกับสมณะ

สิ่งไม่ควรแก่สมณะนั้นมีอยู่ในทุกสื่อ อยู่ที่ว่า เราเลือกเสพอะไรมากกว่า การใช้สื่อของพระภิกษุสามเณรจึงเป็นเรื่องของปัจเจกชน ไม่ควรตัดสินแบบเหมารวม

จริงอยู่ มีปัญหาเกิดขึ้นจริงกับพระภิกษุสามเณรที่ใช้เฟสบุ๊คไปในทางที่ผิด ไม่เปิดเผยสถานะแล้วใช้คุยกับสีกาบ้าง ใช้ดูรูปไม่เหมาะสมบ้าง แต่การพยายามปิดหูปิดตาไม่ให้นักบวชรับรู้ข่าวสารใด ๆ เลย นั่นเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ เหมือนการเซนเซอร์ชิซูกะอาบน้ำ

ต้นของปัญหา น่าจะอยู่ที่การดูแลเอาใจใส่ของอุปัชฌาย์อาจารย์เจ้าอาวาส ควรคัดเลือกผู้ที่จะเข้ามาบวชอย่างดี อบรมให้ความรู้เรื่องศีลเบื้องต้น พร้อมทั้งโทษของการทุศีล จนสามารถดูแลตัวเองได้ แล้วจึงอนุญาตให้ใช้คอมพิวเตอร์ส่วนตัว (คนเราอินทรีย์อ่อนแก่ไม่เท่ากัน ขึ้นกับวัยวุฒิ คุณวุฒิ บุญบารมีเดิม และอีกหลาย ๆ อย่าง การใช้มาตรฐานเดียวกับทุกคนจึงอาจทำให้เสียโอกาสที่ใหญ่หลวง)
 
 

 
เครดิต : TL ของพระมหาโอ๊ต
 
 
ส่วนตัวแล้ว อาจเสพติดธรรมะบนเฟสบุ๊คมากกว่าตัวเฟสบุ๊คเองเสียอีก
 
ที่วันนี้มาอัพบล็อกมิใช่กระไร จะมาบอกว่า หลังจากดองบล็อกไว้เป็นเวลานานอักโขแล้ว ก็จะลาไปดองบล็อกอีกอย่างน้อย ๖๔ วัน เนื่องจากช่วงนี้ไปอบรมโครงการพระธรรมทูตสายต่างประเทศ สามารถติดตามความเคลื่อนไหวได้ทาง FB

 
 
รายละเอียดโครงการ
 
ขอเชิญร่วมเป็นเจ้าภาพถวายภัตตาหารพระภิกษุว่าที่พระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ 18 เฉลิมพระเกียรติ 90 รูป

ระยะเวลาฝึกอบรม 90 วัน แบ่งเป็นภาคสาธารณูปการ ที่ศูนย์พัฒนาศาสนา แคมป์สน อ.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ สร้างกุฏิรับรอง ปรับปรุงสถานที่ 20 วัน ฝึกกรรมฐานเข้มข้นปิดวาจา 30 วัน ดูงานประเทศอินเดีย 10 วัน อบรมวิชาการที่ มจร. วังน้อย 30 วัน

เป็นโอกาสบุญอันดีที่ไม่อยากให้พลาด พระภิกษุพรรษาอย่างน้อย 5 พรรษา มารวมตัวกันปฏิบัติศาสนกิจอย่างเข้มข้น จบการอบรบแล้วก็แยกย้ายกันไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาทั่วโลก

ได้รับข้อมูลจากประธานดำเนินงานว่า ค่าใช้จ่ายเฉพาะค่าอาหารเลี้ยงมากกว่า 120 ชีวิตในแคมป์สนสูงถึง 10,000 บาท/วัน (ภัตตาหาร 2 มื้อ, น้ำปานะ 2 ครั้ง) ค่าธรรมเนียมที่เก็บจากผู้สมัครรูปละ 3,500 บาท ไม่เพียงพอ บางวันว่าที่พระธรรมทูตร่วมเป็นเจ้าภาพภัตตาหารกันเอง

การถวายภัตตาหารแด่ภิกษุตั้งแต่ 4 รูปขึ้นไป ย่อมเป็นสังฆทาน พระพุทธเจ้าสรรเสริญว่ามีอานิสงส์มากยิ่งกว่าถวายแด่พระองค์เอง

ผู้มีจิตศรัทธาสามารถโอนเงิน เข้าบัญชีเผื่อเรียก ธนาคารออมสิน สาขาท่าพระ หมายเลขบัญชี 0-5451080546-5 ชื่อบัญชีพระอัครกิตติ์ ธมฺมสโร หรือบริจาคได้ที่บัญชีเดิม บัญชีออมทรัพย์ ธนาคารกรุงเทพ สาขา เทสโก้โลตัส เอกมัย-รามอินทรา หมายเลขบัญชี 065-0-21185-7 ชื่อบัญชี น.ส.พรรณสุนีย์ มาลาโรจน์ หมายเลขโทรศัพท์ 087-727-8938 (ดีแทค)
 
เจริญธรรม ฯ

edit @ 20 Mar 2012 15:08:34 by Dhammasarokikku

วาเลนไทน์นี้รักใครดี?

posted on 02 Feb 2012 07:46 by akkarakitt  in Experience  directory Lifestyle, Knowledge, Idea
ใกล้วันวาเลนไทน์วันที่ชาวโลกสมมุติให้เป็นวันแห่งความรัก หลายคนที่มีแฟน กำลังใจจดใจจ่อว่า ปีนี้แฟนจะซื้ออะไรให้ จะไปกุ๊กกิ๊กโรมันคาทอลิกกันที่ไหนดี อีกหลายคนที่โสดสนิทศิษย์ส่ายหน้า กำลังทำหน้าเบื่อหน่าย เมื่อไหร่มันจะผ่านพ้นเทศกาลสุดทิ่มแทง เห็นแต่คู่รักจับมือ กอดคอ หนุงหนิง สุดสวีท กล่นเกลื่อนไปทั้งเมือง ตามถนนหนทาง ศูนย์การค้า โรงหนัง แสนน่าอิจฉา หลายคู่ที่กำลังจีบกันอยู่ ก็หมายมั่นปั้นมือว่า วันนี้แล จักขอเธอเป็นแฟน จักเอาของขวัญที่ทำกับมือไปมอบให้เธอ เธอต้องประทับใจหลาย ๆ (ซึ่งสุดท้ายอาจได้แห้วกลับบ้าน) หรือหลายคู่ที่ตกลงปลงใจกันแล้ว ก็นัดแนะอย่างดีจองโรงแรมล่วงหน้า เราจะเป็นของกันและกันในวันนี้แล ความรักจะได้มั่นคงยืนยาว (จิงหรือจ๊ะเทอว์จ๋า?)
 
 

สุดยอดไปเลยค่ะ คุณผัวขา...
เครดิตภาพ : http://www.facebook.com/
 
 
เด็กน้อยไม่เคยมีแฟน ก็เกรงจะน้อยหน้าเพื่อนฝูง ต้องพยายามไขว่คว้าหาคู่มาครองให้ได้ก่อนวันวาเลนไทน์ ทุ่มเทเท่าไหร่ก็ยอม สาวสวยหนุ่มหล่อรอเช็คเรทติ้ง ปีนี้จะได้ดอกไม้สักกี่ช่อ ช็อคโกแล็ตสักกี่แท่ง ตุ๊กตาของขวัญสักกี่ชิ้น ถ้าได้กระเป๋าแอร์เมสสักใบ คงทำให้เพื่อน ๆ ในกลุ่มตาลุกเป็นไฟ สะใจดีแท้ ร้านดอกไม้กำลังคำนวณว่า ปีนี้จะสั่งดอกไม้มาสต็อกสักเท่าไหร่ โดยเฉพาะดอกกุหลาบสีแดง ที่ราคาแพงขึ้นหลายเท่าตัว วันเงินวันทองก็จริง แต่ถ้าเหลือก็ต้องทิ้ง ช่างจัดดอกไม้ที่งานเงียบเหงามานาน จักได้ลุกขึ้นมายืดเส้นยืดสาย ทำรายได้ก้อนใหญ่ไปยันเที่ยงคืน ร้านกิ๊ฟช็อปแห่แหนสต็อกสินค้าที่มีสีแดง สีชมพู น่ารัก ๆ ไว้หลอกควักกระเป๋าหนุ่มใหญ่หนุ่มน้อย สาวน้อยสาวใหญ่ทั้งหลาย ช่างเป็นเทศกาลที่กระตุ้นเศรษฐกิจให้คึกคักโดยไม่ต้องพึ่งรัฐบาล
 

 
เครดิตภาพ : http://www.facebook.com/kutefan
 
 
สถานบันเทิงยามราตรีเตรียมจัดหนักโปรโมชั่นกิจกรรมพิเศษแสนเร้าใจรับวันวาเลนไทน์ เหล่าเสี่ยกระเป๋าหนักเตรียมหาข้ออ้างหนีแฟนออกท่องราตรี สมิงหนุ่มสมิงสาวพากันสับหลีกกิ๊กแก๊กกั๊กกันให้ควั่ก บางท่านต้องปิดมือถือเผ่นไปต่างประเทศหนีการโดนจิก ช่วงเทศกาลนั้นเหนื่อยหนัก ต้องโรมรันเข้าช่วงชิงรางวัลพนักงานการรถไฟดีเด่นสามารถสับรางได้คราวละ ๘ ขบวน และปีหน้าจักฝึกปรือเพิ่มขีดความสามารถเป็น ๑๒ ขบวน
 

 

สับรางไม่ดี ระวังชนกันนะเออ
เครดิตภาพ : http://www.chaibadancrime.com/
 
 
เห็นโลกวนเวียนอยู่อย่างนี้มาหลายสิบปี บ้างเป็นผู้แพ้ บ้างเป็นผู้ชนะ บ้างเป็นผู้เล่น บ้างเป็นผู้สังเกตการณ์ ส้บเปลี่ยนหมุนเวียนกันไป ไม่เห็นมีสาระกระไรให้น่าจดจำ
 
สำหรับคนที่มีแฟนแล้ว ก็ขอให้รักกันมาก ๆ อย่าขอกระไร เรียกร้องกระไรจากคู่รักให้มากเกินพอดี ชีวิตคู่เป็นชีวิตแห่งการแบ่งปัน เข้าใจกัน และการให้อภัยซึ่งกันและกันไม่มีที่สิ้นสุด ไม่ต้องทำกระไรมาก ชีวิตที่คนสองคนที่ไม่มีกระไรเหมือนกันเลย ทั้งสรีระ อารมณ์ เหตุผล เพื่อนฝูง ญาติพี่น้อง มาอยู่ร่วมกัน มันยากอยู่แล้ว ไม่ควรทำให้มันซับซ้อนมากขึ้นไปอีก
 
สำหรับคนที่ไม่มีแฟน เจ้าประคุณเอ้ย... เป็นลาภอันประเสริฐที่สุดแล้ว อย่าได้น้อยใจไปเทียว นี่เป็นปมเด่นที่ต้องทำความเข้าใจให้มาก เข้าใจอยู่สำหรับคนไม่เคยมีแฟนเลย มันรู้สึกน่าตื่นเต้นกับสิ่งที่ไม่เคยลิ้มลอง ประหนึ่งเห็นช็อคโกแล็ตหีบห่อสวยหรูที่ไม่เคยชิม ก็ประมาณไม่ถูกว่า จักมีรสอร่อยหอมหวานสักแค่ไหน ชาวบ้านชาวช่องก็แห่แหนประโคมข่าวออกสื่อกันทั้งเช้าค่ำว่า ช็อคโกแล็ตนี้รสดีที่หนึ่ง ชิมแล้วจักติดใจ จนเราเชื่อไปแล้วว่า ขนมหวานชื่อความรักนี้ แสนดีหนักหนา ชิมิ ชิมิ?
 
ข้าพเจ้าได้ชิมช็อคโกแล็ตอันหอมหวานมาแล้วหลายรส แม้กระทั่งยี่ห้อดังที่ชื่อว่า "soulmate" ก็ยังพบว่า มันหอมหวานอยู่แค่เปลือก ไส้ในนั้นขมปี๋ ขมติดคอ เลิกกินไปนานแล้วก็ยังขมไม่หาย บางทีรสขมก็ผสมลงในเนื้อช็อคโกแล็ตที่ว่าหวาน ๆ นั้นอย่างแยกกันไม่ออก ที่เราเห็นเขาจู๋จี๋มีความสุขกันนั้น มันแค่เปลือกที่มีอายุจำกัด ไม่นานก็หมดอายุ
 
อุปมาก็เหมือนคนถูกหวย เวลาถูกหวยก็ประกาศให้โลกรู้ว่า ข้าถูกหวย แต่เวลาถูกหวดแ-กนั้นเงียบซึมกระทือ คนทั้งหลายก็เข้าใจว่า แกถูกหวยบ่อย หรือเป็นเรื่องง่ายที่จะถูกหวย แท้จริงถูกไม่ถึงหนึ่งในสิบ หรือหนึ่งในร้อย คนมีความรักเวลารักสมหวัง มีพิธีแต่งงาน ก็อยากประกาศให้โลกรู้ว่า เราสองนี้มีความสุขเหลือเกิน ได้มีคู่ "อย่างที่เขามี ๆ กัน" แล้ว เติมเต็มบรรทัดฐานคนปกติที่สังคมกำหนดไว้เรียบร้อยแล้ว แต่เวลาหย่าร้าง ทะเลาะกันไม่เว้นแต่ละวัน ไม่มีใครเอามาประกาศ บางคนเก็บเอาไปเป็นปมด้อยที่น่าอายเสียอีก ที่มีชีวิตครอบครัวไม่ประสบความสำเร็จ ความจริงแล้วความน่าจะเป็นที่จะได้คู่ครองดี ๆ ครองรักกันไปตลอดรอดฝั่ง จนตายกันไปข้างหนึ่ง มีประมาณเท่ากะคนถูกหวยนั่นละ ฉะนั้นไม่ต้องเสียใจไป ที่เราเป็นคนประเภทไม่ซื้อหวย ไม่ต้องไปเสี่ยงโชคเสี่ยงดวงหาแรร์ไอเท็มกระไรกับเขาด้วย


แรร์ไอเท็มประเภทอยู่กันจนแก่เฒ่า หาได้ยากนัก
เครดิต : http://www.facebook.com/
 
 
อีกประเภทคือหนุ่มมาดกระบะสาวมาดโฟร์วีล ทนทรหด ช่วงล่างคานแข็ง โดยเฉพาะผู้หญิงมีอายุสักหน่อยนี่ชอบนึกน้อยใจในวาสนาตัว ไม่มีคู่ครองอย่างใครเขา ปั๊ดโธ่เอ้ย... ไม่มีใครรัก ก็รักตัวเองซี้ จะไปยากอาไร๊... เที่ยวแม่มให้หนำใจ อยากทำอะไรทำได้เลย ดีจะตาย ไม่ต้องขออนุญาตลูกขออนุญาตสามี สาวเหล่านี้ไม่เคยรับภาระสาหัสสากรรจ์อย่างการคลอดบุตร การดูแลสามี การดูแลบ้าน การดูแลค่าใช้จ่าย การเป็นกระโถนรองรับอารมณ์ของทุกคนในบ้าน การเป็นหนังหน้าไฟรับแรงกระแทกกระทั้นจากญาติผู้ใหญ่ฝ่ายชายหรือฝ่ายหญิง ก็มักคิดว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องเล็กน้อย เรื่องต้องมีเมียมีผัว "ให้เหมือน ๆ ชาวบ้านเขา" นี่เรื่องใหญ่ ส่วนคนที่เหลืออดกับการแบกรับความรับผิดชอบมากมายมหาศาลในบ้าน ก็เห็นว่า การมีเมียมีผัว เป็นเรื่องเล็ก อิสรภาพของตนเอง ความสุขของตนเองเป็นเรื่องใหญ่กว่า โลกมันถึงไม่สมดุลย์เสียที คนทีมี ก็นึกอิจฉาคนไม่มี คนไม่มีก็นึกอิจฉาคนที่มี ทั้งที่แต่ละคนมีข้อดีข้อเสียในตัวเองอยู่แล้ว ไม่จำต้องดิ้นรนไขว่คว้าหาทุกข์มาใส่ตัวให้มากกว่าเดิม
 
หลายคนไม่มีความสุขเพราะมักถูกไซโคว่า "แก่ตัวไป ใครจะเลี้ยง" โถ... อย่างกับว่า มีหลักประกันกระไรแน่นอนนักหนาว่า "เลี้ยงเขาแล้ว เขาจะเลี้ยงเรากลับ?" โลกมันเปลี่ยนไปหมดแล้ว ถ้าเรามีวิบากต้องถูกทิ้งตอนแก่ ต่อให้ป้องกันอย่างไร ก็ถูกทิ้งอยู่ดี ฉะนั้น อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ พึ่งตัวเองนี่ดีที่ซู๊ดดด.... 
 
มีญาติโยมที่ไม่ได้แต่งงาน ไม่มีลูก มีเงินเหลือเที่ยวต่างประเทศได้ทุกปี สร้างบ้านได้เป็นหลัง ๆ เลยนะแม่คู๊ณณณ.... 
 
มีอยู่บ่อย ๆ สาวสมาคมคานทองนิเวศน์มักมาแสดงตนว่า มีคุณค่าน่าทะนุถนอม เรทติ้งดี มีคนโน้นคนนี้มาจีบไม่เว้นแต่ละวัน ฉันไม่เอาเองละย่ะ นี่เป็นการสร้างปมเด่นขึ้นกลบปมด้อย ซึ่งความจริงไม่จำเป็นเลย การไม่มีคู่เป็นปมเด่นที่ทำให้พวกติดกับดักของวัฏสงสารเผลอไปมีผัวมีลูกอิจฉาอยู่แล้ว  ไม่เห็นต้องสร้างกระไร ๆ ขึ้นมาอีกให้เฝือ ยกตัวอย่างง่าย ๆ อยากปลีกวิเวกไปเที่ยวที่ไหนสักแห่งคนเดียวหรือกับเพื่อนสมัยมัธยม คนโสดนึกจะไปก็ไปเลย ไม่จำต้องคิดหน้าคิดหลังมาก แต่คนไม่โสดนี่ต้องคิดสะระตี่ ลูกจะฝากใครไปส่ง? การบ้านลูกใครจะช่วยทำ? สามีจะว่าไหม? งานบ้านให้ใครทำ? ฯลฯ
 
ทั้งปมเด่น ทั้งปมด้อย เป็นสิ่งที่เราสร้างขึ้นมาทั้งสิ้นจากทัศนคติของเราเอง ฉะนั้นไม่จำต้องสร้างปมเด่นขึ้นมากลบปมด้อย เพียงเลิกสงสารตัวเอง เลิกเห็นสิ่งนั้นสิ่งนี้เป็นปมด้อย เลิกแคร์ขี้ปากเม้าท์มอยของคนอื่นให้เกินพอดี มองโลกในแง่บวก มองให้เห็นข้อดีในตัวเอง เติมพลังใจให้ตัวเอง แค่นี้ก็ไม่มีกระไรต้องสร้างเพิ่มอีก
 
ส่วนใหญ่ที่ต้องสร้างปมเด่น ก็เนื่องจากความอ่อนแอของตัวเอง รู้สึกว่า ต้องพึ่งกระไรสักอย่าง ไม่ลูก ก็สามี หรืออย่างน้อยก็ต้องมีสัตว์เลี้ยงเป็นที่พึ่ง มีกระไรให้ "ถูกรัก" หรือให้ความสำคัญสักหน่อย จะได้ปลอบใจตัวเองว่ามีคุณค่า ยืนยันว่าฉันนั้นมีตัวตน แบบที่เขามี ๆ กัน เดี๋ยวจะเหงา เดี๋ยวจะกร่อย โถ๊ะ...ที่เขียนมาหน่ะ พึ่งไม่ได้สักอย่าง แก้เหงาไม่ได้จริงสักอย่าง มีแต่หางานมาให้ตัวเอง ให้มีงานทำเพลิน ๆ ไปวัน ๆ จะได้รู้สึกว่า ตัวเองมีคุณค่า
 
สิ่งที่เป็นที่พึ่งได้จริง ในสังสารวัฏนี้ มีเพียงพระพุทธ พระธรรม พระอริยสงฆ์เท่านั้นแหละคุณนาย ที่แก้เหงาได้จริง ก็มีเพียงการปฏิบัติธรรม ฝึกฝนจิตตัวเองเท่านั้นแหละคุณนายเอ๋ย จึงมีบาลีว่า อตฺตา หิ สุทนฺเตน นาถํ ลภติ ทุลฺลภํ จิตตนที่ฝึกฝนดีแล้ว ย่อมได้ที่พึ่งที่ได้โดยยาก ที่พึ่งที่ได้โดยยากนั่นก็คือตัวเอง ฝึกจนสมบูรณ์ในตัวเอง จักไม่ต้องการสิ่งใดเพิ่มอีก  มีความสุขในตัวเอง ไม่ต้องพึ่งสิ่งอื่น คนอื่น นอกกายนอกใจตนเอง การจะเข้าถึงที่พึ่งแท้นั้น ต้องฝึกรักตัวเอง กายนี้ใจนี้ดูเหมือนเรารักของเรามากที่สุด แต่กลับถูกละเลยมากที่สุด เวลาโกรธก็ไม่รู้ว่าตัวเองโกรธ ฟูมฟายโวยวายจนเสียหายแล้วค่อยมารู้สึกตัวที่หลัง เวลาโลภก็ไม่รู้ว่าตัวเองโลภอยากได้นั่นได้นี่ รู้สึกตัวอีกที ของที่ไม่ได้ใช้แต่ซื้อด้วยความชอบ ซื้อด้วยความอยากได้ ก็มากองพะเนินที่บ้านแล้ว เวลาหลงก็ยิ่งไม่รู้กระไรเลยสักอย่าง
 
การรักตัวเอง ก็คือการฝึกให้รู้กายรู้ใจตนเอง มิใช่ไปตามใจกิเลส หาไอ้นู่นไอ้นี่มาปลอบใจอยู่ร่ำไป อย่างนั้นปลอบไปทั้งชาติก็ไม่หายเหงา ถ้าท่านรักตัวเองไม่เป็นแล้ว ท่านจักไปรักผู้อื่นเป็นได้อย่างไร?
 
ฝึกให้รักตนเองรู้จักตนเองเห็นกิเลสตนเองจนช่ำชองแล้วไซร้ จักรู้จักให้อภัยตนเองโดยอัตโนมัติ เมื่อนั้นก็รู้จักการให้อภัยผู้อื่นเพราะทุกคนก็ล้วนโดนกิเลสตัณหาบีบคั้นไม่ต่างกัน แล้วแผ่ความรักการให้อภัยนั้นออกไป เริ่มจากคนในบ้าน แผ่ความรักไปให้คุณพ่อคุณแม่ดูแลเอาใจใส่ในทุก ๆ วัน มิเพียงแต่วันแห่งความรักเท่านั้น แผ่ไปให้ผู้มีพระคุณทั้งหลาย ครูบาอาจารย์ทั้งหลายที่ได้ประสิทธิ์ประสาทวิชาจนเป็นเราในวันนี้ 
 



 
ขณะที่โลกภายนอกกำลังสนุกสนานครึกครื้นเฉลิมฉลองเทศกาลแห่งความรักอย่างสนุกสนาน อาจมีบางมุมที่กำลังเงียบเหงาอยู่ที่บ้าน รอลูกรอหลานกลับมาเยี่ยมสักครั้ง มีบางมุมที่ขาดแคลนความรักสม่ำเสมอทุกวัน เช่น สถานเลี้ยงเด็กกำพร้า สถานสงเคราะห์ผู้พิการซ้ำซ้อน บ้านเด็กอ่อนพญาไท บ้านพักคนชรา เอาจิตที่ฝึกรักตนเองดีแล้วของเรา ไปเติมเต็มความรักให้กับคนเหล่านั้น แผ่ความรักของเราไปให้ถึงขอบจักรวาล
 
ความรัก ความทรงจำ ไม่มีที่สิ้นสุด และอย่าลืมรักนายหลวงผู้ประเสริฐของเราด้วย
 
วิ่งวุ่นแจกความรักที่เกิดจากปัญญารู้เนื้อรู้ตัวตนเองให้คนโน้นทีคนนี้ที เผลอแผล็บเดียว วันวาเลนไทน์ก็ผ่านไปอีกปีตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ทำทุกวันให้เป็นดั่งวันแห่งความรักมีสติตื่นรู้ แล้วท่านจะไม่รู้จักความเหงาอีกเลย...
 
เจริญธรรม ฯ

edit @ 5 Feb 2012 04:52:54 by Dhammasarokikku

ไปอ่านบทความวัดพนัญเชิงพ้นน้ำ http://www.sarakadee.com/2012/01/27/wat-panuncherng/ แล้วขนลุก เกิดแรงบันดาลใจ ประกอบกับช่วงนี้เจอข้อความบ่นถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจจากวิกฤติน้ำท่วม จนต้องนำไปอัพสเตตัสบนเฟสบุ๊ค ดังนี้ 
 
อ่านแล้วอยากให้ได้ข้อคิด วิกฤติน้ำท่วมยังไม่จากไปอย่างสมบูรณ์ หลายหน่วยงานได้รับผลกระทบ และกำลังอยู่ในขั้นตอนเยียวยา บางบริษัทต้อง downsizing ลดขนาดองค์กร layoff ลอยแพพนักงาน เพราะรายรับหดตัว

ในแง่ที่เคยประกอบกิจการมา เห็นว่า คนเป็นเจ้านายมิได้อยากปลดพนักงานออกเลยแม้สักคนเดียว แต่ในภาวะวิกฤต บางครั้งต้องฝืนใจ กลั้นใจ ใช้ภาษิตของพระโพธิสัตว์ว่า "ยอมเฉือนเนื้อตัวเอง ตัดอวัยวะตัวเองออก เพื่อรักษาชีวิตไว้" 

บริษัทที่ไม่มีรายได้ หรือรายได้หดลงอย่างมาก ย่อมเจ๊งเป็นแน่แท้ ทางรอดระยะสั้นคือต้องลดค่าใช้จ่ายลง บางบริษัทจ่ายเงินเดือนพนักงานเหลือเพียงครึ่งเดียว ซึ่งในแง่ลูกจ้าง มันไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่ายคงที่ที่มีอยู่ แต่บางทีถ้าเราหันหน้ามาคุยกัน เอาใจเขามาใส่ใจเราให้มาก เราอาจหาทางออกร่วมกันได้ เช่น อาจลดเวลาทำงานลงเพื่อให้พนักงานมีเวลาไปรับจ็อบ หารายได้พิเศษเพิ่มเติม หรือจัดกิจกรรมหารายได้กันเองจากทรัพยากรที่มีอยู่ เป็นต้น ซึ่งก็คงดีกว่าการถูกลอยแพ หรือน้อยใจลาออกไปเฉย ๆ

สมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ บริษัทในญี่ปุ่นหลายบริษัทเสียหายยับเยิน จนเกือบต้องปิดกิจการ สถานการณ์แย่กว่าเมืองไทยขณะนี้มาก แต่ผู้นำบางองค์กรเขามีวิสัยทัศน์ว่า "ทรัพยากรมนุษย์" นี่แล สำคัญที่สุด ได้แสดงความห่วงใยเอื้ออาทรต่อพนักงาน ผลคือทุกคนร่วมใจกัน ช่วยเหลือบริษัทตามกำลังของตน จนผ่านพ้นมาได้กลายเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ของโลก ชื่อ มัตสูชิตะ หรือ National/Panasonic ในปัจจุบัน

ประสบการณ์ของบริษัทมัตสูชิตะในวันนั้น เทียบแล้วก็ไม่ต่างจาก "น้ำใจต้านน้ำท่วม" ในวันนี้

"เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน" 

เจริญธรรม ฯ

edit @ 1 Feb 2012 07:58:55 by Dhammasarokikku

Favourites

Favourites

Dhammasarokikku View my profile