Novel

 
ใบสอนว่าซั่น, มนตรา เลี่ยวเส็ง, ๓๓๖ หน้า, ราคา ๒๗๕ บาท, รายได้หลังหักค่าใช้จ่ายสมทบทุนช่วยเด็กพิการและเด็กกำพร้า (แต่ตอนนี้ผู้เขียนหวั่นใจว่า รายได้หลังหักค่าใช้จ่ายจะติดลบ ขาดทุน เจ๊งกะบ๊ง 5555+)
 
มีหนังสือจากเพื่อนสหธรรมมิกที่เคยไปร่วมบิน (ไม่) เดี่ยว ด้วยกันมาให้รีวิวครับ อุ่น ๆ ออกมาจากโรงพิมพ์กันเลยทีเดียว ยลแล้วก็ให้ทึ่งในความพากเพียรรวบรวมข้อมูลถึง ๘ ปี และวิธีนำเสนอ ภาษาที่ใช้เรียบง่ายจริงใจตรงไปตรงมา ไม่เกินจริงจนดูเลี่ยนเหมือนหนังสือบางเล่ม และไม่น่าเบื่อจนง่วงนอนทั้ง ๆ ที่เป็นหนังสือประเภทสารคดี (ผู้เขียนตั้งใจจักใช้เป็นหนังสืองานวิจัยต้นแบบเสียด้วย)
 
ครอบครัวของผู้เขียนมีจิตวิญญาณความเป็นครูกันทุกผู้ทุกนาม จิตวิญญาณครูแท้นี้คงซึมซับถ่ายทอดผ่านทางโครโมโซมกระมัง ถึงไม่มีผู้ใดในครอบครัวแตกแถวไปทำอาชีพอื่นเลย แต่สำหรับผู้เขียนนี้คงมีแรงบันดาลใจพิเศษจากพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (ปัญญา อินฺทปญฺโญ) อดีตเจ้าอาวาสวัดไร่ขิง เลยแตกแถวผันตัวมาประกอบอาชีพนักเขียนไส้ชื้น ร่วมกับการเป็นอาจารย์พิเศษตามสถาบันต่าง ๆ ด้วย
 
น่าแปลกที่จิตวิญญาณครูแท้มักมาพร้อมกับความเสียสละ ข้าพเจ้าเคยพบมาหลายท่านในพื้นที่ทุรกันดาร ห่างไกลความเจริญ และอาจารย์ท่านนี้แม้มิได้ไปอยู่ในถิ่นทุรกันดาร แต่เรื่องความเสียสละไม่น้อยหน้าครูแท้คนอื่น ๆ จักเห็นได้จากการช่วยเหลือสงเคราะห์พระนิสิตต่างชาติจากประเทศยากจน เช่น ปากีสถาน เป็นต้น จนเงินเดือนแทบไม่เหลือ การทำงานสังคมสงเคราะห์ที่ออกทุนเองมีหลายโครงการนับกันไม่หวาดไม่ไหว และอื่น ๆ อีกมากมาย
 
โครงการหนังสือเล่มนี้ก็เช่นกัน รวบรวมจากการพูดคุยกับคุณยายแท้ ๆ ของเธอเองที่ใช้ชีวิตผ่านมา ๔ แผ่นดินแล้ว ผสมกับการทำงานวิจัย และลงพื้นที่ร่วมกับนิสิต เพื่อระยะยาวแล้วเป็นต้นแบบการนำองค์ความรู้จากผู้สูงอายุมาใช้พัฒนาสังคมแบบบูรณาการ แต่อย่าเกรงว่า หนังสือเล่มนี้จักมีเนื้อหาหนักหน่วงถ่วงหนังตา เรื่องราวโลดโผนโจนทะยานของอดีตคุณยายสมัยยังสาว กอปรอัดแน่นไปด้วยเกร็ดความรู้จากคนพื้นเพอีสานโบราณ ขมวดเข้ากันได้ดีกับเรื่องราวดราม่าละครหลังข่าวนิด ๆ ทำให้คุณเพลิดเพลินไปกับโลกอีสานในอดีตจนลืมหายใจ
 
การถ่ายทอดเรื่องราวในอดีตของคุณยายปูชนียบุคคลอายุ ๙๒ ปีทรัพยากรบุคคลที่มีคุณค่าของประเทศได้ถูกจารึกเป็นตัวอักษร รอให้คุณได้เข้ามาค้นหาโลกในอดีต กำพืดต้นตอของคนยุคปัจจุบันที่หลายคนอาจหลงลืมไปแล้ว เราอาจได้อิสรภาพทางปัญญาจากอดีตของตนเอง ผ่านการเรียงร้อยลำนำภาษาแบบวรรณกรรมเยาวชนกึ่งสารคดีที่ไม่เคยมีมาก่อน รีบซื้อหามาอ่านเสียก่อนกรรมการสารคดีเยาวชนซีพีออลจะตัดสินให้รางวัลใดรางวัลหนึ่งแก่เธอ จนกลายเป็นหนังสือเบสท์เซลเลอร์แรร์ไอเท็มที่หาซื้อได้ยาก (เพราะผู้เขียนหมดทุนจะพิมพ์ 5555+)

 
ตัวอย่างภูมิปัญญาอีสานเรื่องความสวยความงาม
 
ใช้น้ำมวก (น้ำที่ได้จากการแช่ข้าวเหนียวไว้ ๑ คืน โดยทิ้งให้นอนก้น จากนั้นเทน้ำใส ๆ ออกเอาเฉพาะน้ำข้น ๆ มาสระผม) จะช่่วยทำให้ผมดำเป็นเงางาม ยายเล่าว่า เคล็ดลับผมหอมอยู่ที่ลูกมะกรูดของเรานี่เอง หากเอามะกรูดที่เผาไฟแล้วมาขยำกับน้ำมวก จะได้ยาสระผมชั้นเลิศที่ช่วยเพิ่มความนิ่มให้กับเส้นผม
 
ส่วนเคล็ดลับผิวสวยนั้นอยู่ที่การขัดตัวด้วยขมิ้นฝนกับมะเฟือง หรือน้ำมะกรูด (คล้ายที่เห็นในหนังเรื่อง "สิ่งเล็ก ๆ ที่เรียกว่ารัก" กระมัง) ซึ่งจะทำให้ผิวพรรณสะอาด แก้ผื่นคันดีนักแล สาว ๆ สมัยนั้นนิยมทำกันแทบทุกวัน น้อยคนนักที่จะทาแป้งสมัยใหม่ นอกจากนึกครึ้มมา ก็จะใช้แป้งกระป๋องตรากุหลาบเม็ดเล็ก ๆ ประพรม แป้งตรากุหลาบกระป๋องละ ๑ สตางค์ ซึ่งคุณภาพเทียบไม่ได้กับขมิ้นละดินสอพองของเราเลย
 
เศรษฐกิจตกสะเก็ดแบบนี้ บางทีภูมิปัญญาทั้งหลายอาจไม่ยากเกินไป และให้ผลเลิศกว่าที่คาดก็ได้นะครับ (ใครจะรู้ว่า ยาสีฟันสมุนไพรบางยี่ห้อที่ขายดีเป็นพลุแตก ก็นำสูตรมาจากภูมิปัญญาเหล่านี้ ผนวกการโฆษณาเข้าไปสักหน่อย คนยุคใหม่ก็ไปยินดีจ่ายค่าการตลาดให้ผู้ผลิต ทั้งที่ต้นทุนยาสีฟันนั้นติ๊ดเดียว) ล่าสุดทางผู้เขียนกำลังออกไปหาช่องทางจำหน่ายและประสบกับปัญหาของคนทำหนังสืออย่างที่เรา ๆ ท่าน ๆ ทราบกันดี เธอเลยตัดสินใจยกค่าหัวคิวที่ต้องจ่ายให้ร้านค้าจำนวน ๔๐๐ เล่ม มาสมทบทุนการพิมพ์หนังสือ "ทำมาอย่างฮะ รวมเล่ม ๑" พิมพ์ครั้งที่ ๒ แทน ซึ่งรายได้จากหนังสือ "ทำมาอย่างฮะ" จักถูกนำไปเป็นต้นทุนในการพิมพ์แนวข้อสอบนักธรรมตรี โท เอก อีก ๑๐๐,๐๐๐ เล่ม แจกทั่วประเทศในปีนี้ต่อไป (พิมพ์มาหลายรอบแล้ว ไม่พอแจกสักที เพราะจังหวัดหนึ่งขอกัน ๕-๖,๐๐๐ เล่ม ปีนี้คงพิมพ์ทิ้งทวนปีสุดท้าย)
 
สนใจภูมิปัญญาอีสานโบราณที่ยิ่งไปกว่านี้ และร่วมบุญการจัดสร้างธรรมทานครั้งนี้ได้ด้วยการโอนเงิน ๒๗๕.- บาท มาที่บัญชีเพื่อธรรมทาน บัญชีออมทรัพย์ ธ.ออมสิน สาขาเจริญพาศน์ เลขที่ 01-0117-20-073889-9 ชื่อบัญชี พระอัครกิตติ์ ธมฺมสโร โอนแล้ว ems. ที่อยู่มาด้วย จะจัดการส่งให้ภายใน ๑ สัปดาห์ครับ
 
การรีวิวหนังสือแล้วไหงกลายมาโปรโมทหนังสือเพื่อการกุศลได้ก็ไม่ทราบ ก็เอวังลงด้วยประการฉะนี้ ฯ

edit @ 7 Mar 2011 19:50:21 by Dhammasarokikku

เมฆฝนตั้งเค้าครึ้มมาแต่ไกล...
 
"อะไรกัน เมื่อเช้าท้องฟ้ายังแจ่มใสดีอยู่เลย ไฉนจึงเกิดพายุลูกเห็บ และฝนตกทั้งที่แดดยังออกจ้าเช่นนี้ได้" พระเจ้าธรรมโศกราชตรัสปรึกษาข้าราชบริพารด้วยเห็นหมู่เมฆดำทะมึนกำลังเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้นิโครธพระนครของพระองค์
 
"ขอประทานอภัยพระเจ้าข้า นี่คงไม่ใช่ฝนลูกเห็บธรรมดาเป็นแน่แท้ เพราะเมื่อเย็นวานหม่อมฉันให้โหรหลวงจับยามดูแล้ว วันนี้ท้องฟ้าควรต้องแจ่มใส พระเจ้าข้า" หมื่นราชดุสิตเสนาบดีคนสนิทกราบทูล
 
พระพุทธปรินิพพานล่วงแล้วได้ ๒๑๘ ปี พระเจ้าธรรมโศกราชยืนทอดพระเนตรพระราชพิธีฉลองสมโภชพระสถูปเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ๘๔,๐๐๐ องค์อย่างกลัดกลุ้มพระทัย ทรงมีพระวิริยะอุตสาหะเตรียมพิธีฉลองที่ยิ่งใหญ่นี้กว่าสามเดือน งานนี้คงมาพังพินาศเพราะพายุฝนลูกเห็บเป็นแน่แท้
 
"พระอาญามิพ้นเกล้า แย่แล้วขอรับ ทางทิศเหนือกับทิศตะวันออกเกิดลูกเห็บตกขอรับ ทางพนักงานของเราป้องกันพระประทีปโคมไฟกันอย่างสุดความสามารถแล้วพระเจ้าข้า" ทหารมหาดเล็กกระหืดกระหอบเข้ามากราบทูลรายงาน
 
"ขอเดชะ ทางทิศใต้ และตะวันตก มีพายุฝนเข้ามาขอรับ คงมาถึงในอีกไม่กี่เพลานี้ ทหารของเราเตรียมการป้องกันโคมประทีปเป็นสามารถแล้วขอรับ แต่คงรักษาไว้ได้ไม่นาน" ทหารองค์รักษ์ทะยอยกันเข้ามารายงานเหตุร้าย
 
"ไม่นึกเลย พญามารจักใช้วิธีนี้"  พระราชานึกเจ็บใจตัวเองที่คาดการณ์ผิด ก่อนหน้านี้พระเจ้าธรรมโศกราชทรงพระสุบินด้วยเทพสังหรณ์ว่า พญามารประกาศจักทำลายพิธีเฉลิมฉลอง พระองค์จึงตระเตรียมกะเกณฑ์กำลังไพร่พลทหารช้างทหารม้าทหารเลวจำนวนมาก ไว้ต้านพญามาร "แล้วเราจักทำเยี่ยงไรดี ท่านหมื่นราชดุสิตพระมหาเถระที่เราให้เจ้าไปนิมนต์ ยังมาไม่ถึงอีกหรือ?"
 
"พระอาญามิพ้นเกล้า ยังเลยพระเจ้าข้า แต่ภิกษุสองรูปที่ไปนิมนต์ ยืนยันว่า พระมหาเถระจักมาช่วยงานพระราชพิธีของพระองค์แน่นอน พระเจ้าข้า"
 
บัดนั้นพายุฝนเคลื่อนตัวเข้ามาประชิดกำแพงเมือง ท้องฟ้ามืดครึ้ม ลมกรรโชกพัดเอาฝุ่นคลุ้งไปทั่วเมือง ฟ้าแลบแปลบปลาบ ชาวเมืองที่กำลังเตรียมตัวฉลองพระสถูปเริ่มส่งเสียงอื้ออึง วงมโหรีหยุดบรรเลง ร้องหาที่กันฝนกันพัลวัน ฝ่ายทหารเตรียมขึงกระดาษเทียนกันฝนกันเต็มความสามารถ
 
แต่แล้วพายุฝนก็หยุดชะงัก ราวกับชนเข้ากับกำแพงแก้วที่มองไม่เห็น แล้วเคลื่อนตัวย้อนออกห่างไปจากกำแพงเมือง ฝนค่อยซาลงอย่างรวดเร็ว ลูกเห็บหยุดตก ฟ้าเริ่มสว่าง พายุสงบลงอย่างน่าอัศจรรย์ ชาวเมืองต่างโห่ร้องด้วยความยินดี วงมโหรีจึงได้บรรเลงเพลงเฉลิมฉลองต่อไป
 
 
ฝั่งประตูเมืองตะวันออกมีพระสมณะรูปหนึ่งรูปร่างแบบบางดุจอิสตรี ผิวกายผุดผ่องด้วย ศีล และสมาธิ เดินสำรวมอินทรีย์เข้ามาด้วยวัตรอันงามสง่า เป็นที่น่าเลื่อมใสแก่ชาวเมืองโดยรอบยิ่งนัก ชาวบ้านต่างพร้อมพรักกันอภิวาท ยกมือไหว้ท่านไม่ขาดตลอดทางจนมาถึงซุ้มประตูพระราชพิธี

ฝ่ายหมื่นราชดุสิตหันไปเห็นพอดี จึงชี้ให้พระราชาทอดพระเนตร “นั่นไงพะยะค่ะ ท่านมหาเถระกีสนาคอุปคุตมาถึงแล้ว หม่อมฉันมั่นใจว่าสมณะที่กำลังเดินเข้ามาต้องเป็นท่านแน่นอนพระเจ้าข้า”

พระราชาทอดพระเนตร เห็นพระกีสนาคอุปคุตรูปร่างอรชรอ้อนแอ้นเยี่ยงอิตถีเพศ มิอาจปลงใจเชื่อว่า จักสามารถป้องกันอันตรายที่จะเกิดขึ้นแก่พระประทีปโคมไฟ และพระสถูปเจดีย์ได้ จึงทำสัญญาณให้มหาดเล็กคนสนิททดสอบไสช้างรบที่เตรียมไว้รับมือพญามารเข้าลองฤทธิ์ พลายสีหเดชกำลังตกมันวิ่งตรงเข้าไปหาพระอุปคุต ชาวเมืองต่างแตกตื่นตกใจวิ่งหนีหลบกันกระเจิดกระเจิง  พระกีสนาคอุปคุตเยื้องย่างเดินตามปกติไม่มีทีท่าหวั่นไหวแต่ประการใด  ชาวเมืองเห็นดังนั้นต่างตะโกนร้อง “ท่านสมณะ ท่านสมณะ รีบหลบเร็วท่าน”

ระยะเพียง ๒ วา คมงาพลายสีหเดชจักถึงตัวพระมหาเถระ พลันพระอุปคุตยกมือขึ้นข้างหนึ่ง กล่าวคาถา "ปฐวีคงคา มหาสมุทธา พุทธา ปิติอิ เราขอสั่งให้เธอหยุด" ช้างนั้นก็หยุดอยู่กับที่ไม่ไหวติง ช้างต้องมนต์สะกดแข็งเป็นหิน พระราชาทอดพระเนตรเห็นประจักษ์ดังนั้น ก็ทราบว่าพระเถระรูปนี้มีฤทธานุภาพมากมายเพียงไร รีบเสด็จออกไปขอขมาโทษต่อพระมหาเถระ  พระมหาเถระคลายมนต์สะกด สั่งช้างให้เดินกลับเข้าไปยังโรงเลี้ยงช้างแต่โดยดี

พระกีสนาคอุปคุตเห็นพระราชาและมหาดเล็กก้มลงกราบ ท่านจึงรีบรับความเคารพ “ขอถวายพระพรมหาบพิตรราชสมภาร ขอประทานอภัยที่อาตมามาเนิ่นช้า”

หมื่นราชดุสิตละล่ำละลัก “ข้าแต่ท่านมหาเถระ เป็นความกรุณายิ่งนัก  ที่ท่านรับนิมนต์ ข้าพเจ้าไม่เห็นว่าจะมีผู้ใดที่เสมอเหมือนท่านและสามารถทำหน้าที่ได้ดีเยี่ยงนี้  ที่เหลือคงต้องพึ่งพระคุณเจ้าช่วยคุ้มภัยให้พระราชพิธีนี้สำเร็จไปได้ด้วยดี”

พระกีสนาคอุปคุตรีบยกมือรับคำชม "สาธุ สาธุ ท่านกล่าวเกินไปแล้ว เหล่านี้ล้วนเป็นพุทธานุภาพของสมเด็จพระประทีปแก้วทั้งสิ้น อาตมาเป็นเพียงศิษย์ชั้นปลายแถว”

สิ้นเสียงบทสนทนาพลันเกิดห่าฝนทรายกรด มีแสงรุ่งโรจน์ดุจเปลวเพลิงตกลงมาจากอากาศ ชาวเมืองหยุดบรรเลงมโหรีวิ่งหนีกันอลหม่าน เปลวเพลิงตกลงมาที่สิ่งใด  สิ่งนั้นก็ติดไฟไหม้เป็นเถ้าถ่าน

หมื่นราชดุสิตเห็นเป็นเช่นนั้นก็ลนลาน “ท่านสมณะ ท่านสมณะ พวกเราจะทำเยี่ยงไรดีหนอ”

พระกีสนาคอุปคุตบริกรรม "วาโย โลกะนาโถ พุทโธกสิณัง" หลับตาเข้าองค์ฌาน บันดาลฤทธิ์ให้เกิดลมพายุพัดหอบเอาเม็ดทรายกรดนั้นออกไปนอกขอบจักรวาล ชาวเมืองเห็นดังนั้นต่างโห่ร้องด้วยความยินดี เริ่มบรรเลงมโหรีต่อ แต่ไม่ทันไรก็เกิดฝนกรด ฝนก้อนศิลา และห่าฝนถ่านเพลิง ตกลงมาตามลำดับ ชาวเมืองเห็นเยี่ยงนั้นก็ตกใจอีก หยุดบรรเลงมโหรีวิ่งหนีหาที่กำบังเป็นพัลวัน

หมื่นราชดุสิตหันหน้าไปยังพระอุปคุตส่งสายตาวิงวอนขออาราธนานิมนต์ให้ช่วยอีก  พระกีสนาคอุปคุตจึงเข้าเตโชกสิณลดอุณหภูมิให้เหล่าฝนพิสดารทั้งหลายกลายเป็นฝนแช่แข็ง แล้วใช้ฤทธิ์บันดาลให้เกิดลมพายุพัดหอบเอาฝนพวกนั้นออกนอกขอบจักรวาลเช่นเคย ชาวเมืองเห็นอย่างนั้นต่างดีอกดีใจออกมากระโดดโลดเต้น เริ่มเฉลิมฉลองประทีบโคมไฟกันต่อ

พระกีสนาคอุปคุตกล่าวกับเสนาบดีและมหาดเล็กว่า “ท่านผู้เจริญ บุคคลที่ทำเยี่ยงนี้ได้ มีฤทธิ์ไม่ธรรมดา คงเป็นห้วหน้าผู้ครองสวรรค์ชั้นสูง ๆ อาจอยู่ที่ชั้นปรนิมมิตวสวัตตี หรือไม่ก็ต้องเป็นชั้นนิมมานรดี”

หมื่นราชดุสิตรู้สึกแปลกใจถามพระเถระว่า “ข้าพเจ้าไม่เข้าใจจริงๆ คนที่ขึ้นสวรรค์ได้ต้องทำความดีมิใช่หรือพระคุณเจ้า”

พระกีสนาคอุปคุตส่ายหน้าเล็กน้อย “เป็นที่น่าเสียดายยิ่งนัก บุคคลนี้ในอดีตชาติได้สร้างสมบุญบารมีไว้มากมายเกือบจะเต็มภูมิพระโพธิสัตว์เลยก็ว่าได้ จึงได้อยู่ภพสวรรค์ชั้นนั้น แต่มีใจเป็นมิจฉาทิฏฐิ เพลานี้ไม่พอใจ และกลัวผู้คนทำความดีกันมากแล้วจะขึ้นสวรรค์ไปนิพพานกันหมด จึงต้องคอยขัดขวางพระราชพิธีนี้ ท่านนั้นก็คือ พญาวสวัตตีมาร นี่เอง”

ทุกคนที่ได้ยินคำว่า “พญาวสวัตตีมาร” ก็ต่างรู้สึกขนพองสยองเกล้ากันโดยทั่ว บัดนั้นเองก็เกิดห่าฝนลมกรด ฝนน้ำกรด และอาวุธต่าง ๆ อาทิ หอก ดาบ ลูกธนู ตกลงมาตามลำดับ ชาวเมืองหยุดบรรเลงเพลงวิ่งเข้าหาที่กำบัง หลบฝนห่านี้กันโกลาหล

ฝ่ายพระเถระใช้ฤทธิ์วาโยกสิณ (กสิณลม) พัดห่าฝนเหล่านั้นอันตรธานหายไปเช่นเดิม

หะนี้พวกชาวบ้าน ชาวเมืองไม่กล้าออกจากที่กำบังเพราะกลัวฝนพิสดารจะตกลงมาอีก ต่างคนต่างยืนหลบอยู่ในที่กำบังเพื่อคอยดูทีท่าว่าอะไรจักตกลงมาอีก

ทันใดนั้นเองมีโคยักษ์วิ่งอาละวาด หมายจะเข้าชนประทีปดวงไฟให้ดับไป พระกีสนาคอุปคุตเนรมิตกายเป็นพยัคฆ์ใหญ่เข้าประจันหน้าเหวี่ยงโคออกด้านข้าง ได้ต่อสู้กันพัลวันจนโคตัวนั้นล่าถอยออกไป แล้วโคนั้นก็กลายร่างเป็นพญานาคราชมี ๗ เศียร เข้ารัดและกัดตามร่างของพยัคฆ์ ฝ่ายพยัคฆ์จึงแปลงกายเป็นพญาครุฑใช้กรงเล็บตะปบพญานาคจนสิ้นฤทธิ์ พญานาคสู้ไม่ได้จึงแปลงร่างเป็นยักษ์ใหญ่ตัวแดง ถือตะบองทองแดงขนาดเท่าลำตาลฟาดเข้าพญาครุฑที่กำลังบินไปมา เสียงแหวกอากาศกระทบพญาครุฑดังกึกก้องกัมปนาท พญาครุฑถูกยักษ์ตีร่วงตกจากอากาศแน่นิ่งอยู่กับพื้น พลันกลายร่างเป็นพญายักษ์ใหญ่กว่าถึงสองเท่า มือถือตะบองสองอันแดงฉานไปด้วยเปลวเพลิง เข้าประหัตประหารยักษ์ที่ถือตะบองทองแดงจนน่วมนอนสลบอยู่ที่พื้น  ฝ่ายพญามารที่มีร่างจำแลงเป็นยักษ์ตัวแดงคิดในใจว่า "เราแปลงร่างเป็นอะไร พระเถระรูปนี้ก็แปลงร่างให้มีอานุภาพมากกว่าเป็นสองเท่า ดูท่าเราจะสู้พระเถระไม่ได้" จึงกลับร่างเดิมเป็นพญามาร

พระอุปคุตเห็นพญามารสิ้นฤทธิ์ ท่านจึงคิดวิธีที่จะป้องกันมิให้พญามารอาละวาดได้อีก ก้มลงหยิบเศษกิ่งไม้ “ท่านพญามารผู้เป็นใหญ่แห่งปรนิมมิตวสวัตตี อาตมาคงต้องขอล่วงเกินท่านแล้ว อาตมาเพียงต้องการให้ท่านหยุดก่อกวนพระราชพิธีนี้” พระมหาเถระพึมพำท่องบ่นบริกรรมคาถา ใช้อิทธิฤทธิ์อภิญญาซัดกิ่งไม้ไปยังพญามาร เศษกิ่งไม้ในมือก็แปรสภาพเป็นลูกศรสามดอกวิ่งลิ่วไปที่จอมมาร ลูกศรนี้มีอานุภาพมาก พญามารมิอาจต้านทานได้ จึงถูกลูกศรทั้งสามดอกปักอยู่กลางอก ทั้งเจ็บปวด ทั้งอับอาย ที่ไม่สามารถสู้กับพระเถระรูปร่างเล็กและผอมบางองค์นี้ได้ พญามารร้องโหยหวนโอดครวญด้วยความทรมาน พยายามจะดึงลูกศร แต่ดึงยังไงก็ดึงไม่ออก จึงเหาะหนีไป

เมื่อชาวประชาราษฎร์เห็นเป็นดังนี้แล้วก็กล้าออกมาจากที่กำบัง เริ่มบรรเลงเพลงเฉลิมฉลองพิธี และแห่ประทีปโคมไฟกันต่อไป

ฝ่ายพญามารที่มีลูกศรปักอยู่กลางอกสามดอก ไม่สามารถแก้ลูกศรได้ด้วยตนเองจึงไปยังสวรรค์ชั้นแรกขอให้ท้าวมหาราชทั้งสี่ช่วยคือ ท้าวธตรฐผู้เป็นเจ้าแห่งคนธรรพ์ทั้งปวง ท้าววิรุฬหกผู้เป็นที่สุดแห่งกุมภัณฑ์ทั้งปวง และท้าววิรูปักษ์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งนาคทั้งปวง ท้าวกุเวรผู้เป็นใหญ่แห่งยักษ์ทั้งปวง “ท่านมหาเทพทั้งสี่ ข้าพเจ้ามีเรื่องรบกวนท่าน”

มหาเทพทั้งสี่รีบปรากฏกายออกมาต้อนรับพญามาร “ท่านผู้เป็นใหญ่แห่งสวรรค์ชั้นสูงสุด มีอะไรให้พวกข้าพเจ้ารับใช้ขอรับ”

พญามารชี้ไปที่อกของตน “ข้าพเจ้าอยากให้ท่านใช้อิทธิวิธี แก้ลูกศรทั้งสามดอกนี้ให้แก่ข้าด้วย ข้ารู้สึกทรมานเหลือเกิน ถ้าท่านทั้งสี่รวมพลังกันจะต้องสามารถแก้ลูกศรนี้ได้แน่นอน”

มหาเทพทั้งสี่ต่างหันหน้ามองซึ่งกันและกันด้วยความฉงน “ไหนขอพวกข้าพเจ้าทัศนาลูกศรนี้สักครู่”

ท้าวจตุมหาราชเดินเข้าไปใกล้พญามารเพื่อดูลูกศรอย่างพินิจพิเคราะห์ ”ข้าพเจ้าสังเกตเห็นว่า ที่ปลายหางของลูกศรดอกแรกถูกสลักคำว่า อวิชชา อันถัดมาถูกสลักว่า ตัณหา และดอกสุดท้ายถูกสลักว่า อุปาทาน อภิญญาแบบนี้เป็นฤทธิ์ฝ่ายธรรมะขั้นสูง มีแต่ผู้หมดกิเลสแล้วเท่านั้นที่ใช้คาถานี้ได้ ทำนองเดียวกันคาถานี้ไม่มีผลสำหรับผู้ที่สิ้นอาสวะกิเลสแล้ว ข้าน้อยขอแนะนำให้ท่านลองไปสอบถามท่านองค์อินทร์ ณ ชั้นดาวดึงส์ เผื่อท่านท้าวสักกะเทวราชจะมีวิธีแก้ไขได้ เพราะลูกศรเยี่ยงนี้ก็ปักอยู่บนอกของพวกข้าพเจ้าเหมือนกัน” มหาราชทั้งสี่แก้ฉลองพระองค์ เพื่อให้จอมมารดูลูกศรที่ปักกลางอกของพวกเขา

ฝ่ายจอมมารจ้องมองแล้วรู้สึกฉงน “พวกท่านทั้งสี่ไปทำพยศเยี่ยงไร ถึงถูกลูกศรนี้เล่นงานเหมือนข้า”

มหาเทพทั้งสี่รีบส่ายหน้า “มิใช่อย่างที่ท่านคิดดอก ลูกศรกลางอกของพวกข้าพเจ้ามันเกิดขึ้นมาเอง ไม่มีใครทำให้เกิดขึ้นดอกท่าน ตราบใดที่พวกข้าพเจ้ายังมีกิเลสอยู่ ลูกศรเหล่านี้ไม่มีวันจางหายไปหรอก มาตรว่าพวกข้ามีบริวารและฤทธิ์มากมายเพียงไร แต่การที่ทำให้ลูกศรนี้หายไปยังไม่อยู่ในวิสัยของพวกข้าพเจ้า ท่านจงไปหาท้าวสักกะดีกว่า”

เมื่อพญามารได้ฟังเช่นนั้น จึงกัดฟันข่มความเจ็บปวดทรมานเหาะไปหาองค์อินทร์ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ซึ่งอยู่ถัดไปจากชั้นจตุมหาราช ออกไป ๔๖,๐๐๐ โยชน์ ตั้งอยู่เหนือจอมเขาพระสิเนรุราชบรรพต เรียกกันว่าเขาพระสุเมรุ (อ่านว่า พระ-สุ-เมน)

พระอมรินทร์เทวาธิราชทอดพระเนตรลูกศร และหน้าตาเหยเกด้วยความเจ็บปวดของพญามารแล้ว บังเกิดความสงสารจึงว่า "ข้าน้อยไม่รับปากท่านดอกว่า พลังของข้าน้อยจักสามารถไถ่ถอนลูกศรนี้ได้" ว่าแล้วก็หลับตาลงบริกรรม "สหัสสเนนโต เทวินโท..."

เพียงบริกรรมคาถาไปวรรคเดียว บังเกิดแสงรัศมี ๖ ประการเปล่งประกายออกจากลูกศรดังกล่าว พลันรัศมีกายขององค์อินทร์ก็เสื่อมถอยลง "แย่แล้วท่าน ศรนี้ประจุด้วยอำนาจพุทธคุณ มิมีสิ่งใดในจักรวาลจักทำพุทธคุณให้เสื่อมลงได้ ข้าน้อยพยายามไปก็รังแต่จักเป็นโทษแก่ข้าน้อยเอง"

ว่าดังนี้แล้ว ท้าวสักกะจึงเปลื้องพระภูษาให้พระยามารดู ”ดูราข้าแต่จอมเทพ ข้าน้อยก็มีลูกศรปักอยู่ที่กลางอกเฉกเช่นกัน ข้าน้อยคงช่วยท่านไม่ได้จริง ๆ ข้าว่าท่านต้องด้นไปหาท้าวสุยามเทวราชในสวรรค์ชั้นยามา สถิตอยู่ ณ สวรรค์ชั้นถัดไป ท่าจักดี เพราะการถอดถอนลูกศรเหล่านี้ไม่อยู่ในวิสัยของข้าพเจ้า ว่าแล้วพญามารจึงเหาะสูงขึ้นไปอีก ๘๔,๐๐๐ โยชน์พ้นซึ่งรัศมีแห่งดวงอาทิตย์ แสงแดดส่องไปไม่ถึง อาศัยดอกยามาดูเวลาแทนพระอาทิตย์

ท้าวสุยามเทวราชตรวจดูแผลของพญามารก็ได้แต่ส่ายหน้า “ข้าพเจ้าก็มีลูกศรดุจเดียวเหมือนท่าน ทั้งอวิชชา(ความไม่รู้ ความโง่) ตัณหา(ความทะยานอยากได้ ใคร่มี) และอุปาทาน(ความยึดมั่นถือมั่น) เป็นสิ่งที่เกาะกุมดวงจิตของมวลหมู่สรรพสัตว์มาช้านาน ข้าน้อยมาอยู่สวรรค์ชั้นนี้ได้ ด้วยอาศัยการสวดมนต์ภาวนาชำระจิตให้ผ่องใสอยู่เสมอ ๆ นี่แล ทั้งนี้การที่ข้าน้อยสวดมนต์ภาวนามิได้เป็นการถอดถอนลูกศรสามดอกนี้อย่างถาวร เพียงทำให้ลูกศรเล็กลงชั่วคราวด้วยอำนาจแห่งสมาธิ  ครั้นเลิกปฏิบัติสวดมนต์ภาวนาแล้ว อำนาจแห่งลูกศรก็กลับกำเริบอีก การที่จะพิชิตมันต้องอาศัยความเพียรและวิถีปฏิบัติวิปัสสนาตามแบบสาวกแห่งเจ้าชายศากยวงศ์เท่านั้น”

พญามารรีบทำหน้าบอกบุญไม่รับ “ไม่ ข้าพเจ้าไม่ต้องการมีปฏิสัมพันธ์กับพวกสมณะเหล่านั้น”

“ถ้าเช่นนั้น ท่านจงลองไปหาท่านท้าวตุสิตาดูเถิด เรื่องนี้อยู่ล่วงวิสัยแห่งข้าพเจ้า พวกเทพในชั้นดุสิตมีกิเลสอาสวะที่เบาบางแล้ว บางองค์อาจมีบารมีพร้อมถึงความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในอนาคตอันใกล้นี้” พญามารจึงต้องเหาะไปยังสวรรค์ชั้นถัดไปอีก ๑๖๘,๐๐๐ โยชน์ สู่แดนแห่งพระโพธิสัตว์บารมีสูง และพระอริยเจ้า

ท่านท้าวดุสิตเทวราชตรวจสอบแผลของพญามาร พร้อมกับมีรับสั่งว่า “ท่านพญามาร ถ้าให้ข้าพเจ้าช่วยท่านในเพลานี้ ข้าพเจ้าคงต้องบำเพ็ญบารมีไปอีกหลายอสงไขย ถึงจักถอนลูกศรดอกนี้ออกได้ ท่านจงอย่ารอข้าพเจ้าเลย ”

พญามารจนใจ สุดท้ายจึงต้องเหาะไปวิงวอนท่านท้าวสหัมบดีพรหมให้แก้ออกให้ ท่านท้าวมหาพรหมกล่าวแก่พญาวสวัตตีมารว่า “ท่านผู้เป็นใหญ่แก่สวรรค์ชั้นปรนิมมิตวสวัตตี ข้าพเจ้าก็มีลูกศรเยี่ยงนี้ปักอยู่ที่อกของข้าพเจ้าเช่นกัน เรื่องเช่นนี้ยังเกินวิสัยของข้าพเจ้า อนึ่งข้าพเจ้าได้ยินมาว่า การถอนอำนาจพุทธคุณสามารถกระทำได้ด้วยสังฆกรรมการสวดถอนโบสถ์ ขอท่านจงลงไปที่โลกมนุษย์ หาพระสงฆ์ในศาสนาของพระสมณโคดมพุทธเจ้ามาประกอบพิธีคงได้อยู่"

"เกรงว่า คงไม่สะดวกหน่ะท่าน" พญามารหลบสายตาท่านสหัมบดีพรหมกล่าวด้วยน้ำเสียงแห้งแล้งต่อคำแนะนำ

ท้าวสหัมบดีพรหมสังเกตอาการกระด้างกระเดื่องของพญามารแล้วก็เข้าใจเหตุการณ์ทุกอย่างโดยตลอดตรัสว่า "ถ้าเช่นนั้น ท่านจงไปหาพวกท่านพรหมที่อาศัยอยู่ชั้นสุทธาวาสภูมิเถอะ ท่านเหล่านั้นบำเพ็ญเพียรจนใกล้บรรลุธรรมขั้นสูงสุดแล้ว น่าจักช่วยกำจัดลูกศรเหล่านี้ได้” 

ความท้อแท้ของพญามารสุมอกอยู่ไม่น้อยไปกว่าความเจ็บปวดจากลูกศรเลย กลั้นใจเหาะไปที่พรหมชั้นสุทธาวาสภูมิด้วยความหวังเพียงน้อยนิด สวรรค์ชั้นนี้ผู้ที่ยังมีทิฏฐิมานะกล้ามาเยือนแล้วจักรู้สึกอ่อนแรงอย่างยิ่ง พวกท่านพรหมชั้นสุทธาวาสเห็นลูกศรที่ปักอยู่กลางอกของพญามารแล้วกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า "ท่านโปรดลดทิฏฐิมานะลงเถิด ลูกศรธรรมจ้กรนี้เกิดจากอภิญญาของท่านสมณะผู้เจริญ ท่านเป็นพระขีณาสพขององค์สมเด็จพระสมณโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้าในยุคนี้ มีฤทธานุภาพมาก แม้แต่เราเองก็คงช่วยท่านไม่ได้ ท่านต้องไปขอขมาท่านสมณะผู้เจริญให้ท่านแก้ออกให้เถิด และรับปากกับท่านสมณะว่าจะไม่ก่อกวนท่านอีกเป็นอันขาด"

ฝ่ายพญาวสวัตตีมารเมื่อได้ฟังดังนี้ ต้องยอมรับคำแนะนำอย่างเสียมิได้ เพราะไม่มีผู้ใดสามารถช่วยตนได้เลย จึงเหาะลงมายังมนุษย์โลกอีกครั้งแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงฝืนใจอย่างยิ่งแก่พระมหาเถระกีสนาคอุปคุตว่า "ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ ข้าพเจ้าขอให้คำปฏิญญาว่า จะไม่ทำลายพระราชพิธีบุญของพระเจ้าธรรมาโศกราชอีกเป็นอันขาด ขอให้พระคุณเจ้าช่วยแก้ลูกศรนี้ให้กับข้าพเจ้าด้วยเถิด"

เมื่อพระกีสนาคอุปคุตสังเกตน้ำเสียงพญามารเห็นว่า ยังไม่สิ้นพยศสิ้นเชิงจึงกล่าวว่า "ดูก่อนพญามาร ถ้าเช่นนั้นท่านจงไปยืนอยู่ที่ภูเขาพระสุเมรุนั่น" เมื่อพญามารยืนหลังพิงภูเขา พระเถระได้ถอนเอาลูกศรออกจากอกของพญามาร และเพื่อให้แน่ใจว่าพระเจ้าธรรมโศกราชจะสามารถฉลองประทีปโคมไฟเพื่อบูชาพระบรมสารีริกธาตุครบ ๗ ปี ๗ เดือน และ ๗ วัน ท่านจึงนำสายรัดประคดเอวพันธนาการพญามารมัดติดกับภูเขาแล้วกล่าวว่า “พญามาร ท่านจงอยู่ที่นี่จนกว่าชาวเมืองสักการะพระเจดีย์สถูปเสร็จสิ้นแล้วอาตมาจะมาแก้ท่านออกจากภูเขา”

แล้วพระเถระก็ปลีกวิเวกไปสู่ที่สำราญอิริยาบถตามวิสัยของท่าน ณ ใต้มหาสมุทรตามเดิม จนเมื่อพระเจ้าธรรมาโศกราชทรงใกล้จะกระทำพิธีมหาสักการะพระสถูปครบถ้วนตามกำหนดเวลาที่ได้ตั้งพระทัยเอาไว้ พระมหาเถระอุปคุตจึงค่อย ๆ แอบมายังที่ท่านพันธนาการพญามารเอาไว้ ซ่อนกายอยู่หลังภูเขาเพื่อจะฟังว่าพญามารจะกล่าวถึงท่านเช่นไรบ้าง

ฝ่ายพญามารวสวัตตีมารได้รับทุกขเวทนาเป็นเวลานาน ดิ้นรนจนภูเขาสั่นแผ่นดินเคลื่อนอย่างไรก็ไม่หลุดจากพันธนาการรัดประคตของท่านพระกีสนาคอุปคุต นานวันเข้าก็หมดความพยายาม นั่งมองผู้คนยิ้มแย้มด้วยความสุขจากงานเฉลิมฉลอง นานเข้า ๆ จิตใจอันแข็งกระด้างของพญามารเริ่มอ่อนลง เริ่มเห็นดีเห็นงามกับการทำให้มนุษย์มีความสุข รอยยิ้มของมนุษย์นั้นทำให้จิตใจพญามารอิ่มเอิบอย่างประหลาด ขณะกำลังชื่นชมพระราชพิธีอยู่นั้น พลันเกิด "ธรรมปีติ" รู้สึกซาบซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย จนเวลารอบตัวผ่านไปไวเหมือนโกหก

ครั้นสิ้นเวลา ๗ ปี ๗ เดือน เหลืออีกเพียง ๗ วัน พระราชพิธีจักครบกำหนด ธรรมปีติคลายตัวลงแล้ว พญามารสิ้นฤทธิ์หมดทิฏฐิมานะโดยสิ้นเชิง พลางรำลึกถึงพระคุณสมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าครั้งยังทรงพระชนม์ชีพ ว่า “อันตัวเรานี้ ได้เคยคิดประทุษร้ายต่อพระพุทธองค์ครั้งแล้วครั้งเล่า ด้วยวิธีต่าง ๆ นานามากมาย ถึงกับเคยคิดร้ายเข้าเบียดเบียนประหัตประหารต่อพระพุทธองค์ แต่พระองค์ก็ทรงชนะได้ด้วยพระสมติงสบารมี (บารมี ๓๐ ทัศ) ถึงขนาดนี้สมเด็จพระผู้มีพระภาคก็มิได้กระทำโทษโกรธตอบต่อเราแม้มาตรว่าสักน้อยหนึ่งเลย แต่ไฉนบัดนี้ สาวกของพระพุทธองค์ช่างใจร้ายไม่มีความเมตตากรุณา กระทำโทษทารุณแก่เราให้ได้รับความทุกข์แสนสาหัสถึงปานฉะนี้หนอ”

พญาสวัตตีมารดิ้นพลางบ่นรำพันกล่าวโทษพระเถระไปพลางมิได้สงบ ครั้นแล้วได้เปล่งวาจาด้วยจิตตั้งมั่นว่า “ข้าพเจ้าผู้มีนามว่าวสวัตตี มีกุศลได้สั่งสมไว้ดีแล้วไซร้ ในอนาคตกาลหากพระสัพพัญญูควรตรัสรู้ในกาลใด ขอให้ข้าพเจ้าได้ถึงพระสัพพัญญูนั้น จักได้แผ่พระกรุณาเป็นที่พึ่งแห่งสรรพสัตว์ แสวงหาประโยชน์โปรดเวไนยสัตว์ทั่วทั้งสามโลกในกาลนั้นด้วยเทอญ”

พระเถระเมื่อได้ฟังพญามารกล่าวเช่นนั้น แสดงถึงความมีใจปรารถนาจักเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในกาลข้างหน้า จึงได้มั่นใจว่าพญามารจะไม่ทำบาปอกุศลใด ๆ อีก ท่านสมณะจึงปรากฏกายแล้วแก้เครื่องพันธนาการออก พร้อมกับกล่าวขออภัยที่ล่วงเกินแล้วชี้แจงให้ฟังว่า "ที่อาตมาทำไปเพื่อประโยชน์และความสุขทั้งปวงแก่มหาชนทั้งหลาย และการทำโทษแก่ท่านเช่นนี้ก็เพื่อให้ท่านละจิตอันเป็นอกุศล อย่าได้กระทำบาปหยาบช้าสืบไป ขอให้มีจิตยินดีเป็นสัมมาทิฏฐิบำเพ็ญบารมีปรารถนาพุทธภูมิสืบไปเบื้องหน้า แต่นี้ขออย่าได้มีใครเรียกท่านว่า "พญามาร" อีกเลย อาตมาขอให้ทุกคนเรียกท่านว่า "พระยามาราธิราช" ฐานที่ท่านกลับใจเป็นสัมมาทิฏฐิแล้ว เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ตัวท่านเองเทอญ

บัดนั้นเองก็มีเสียงดังกึงก้องกัมปนาทไปทั่วบริเวณเขาพระสุเมรุ “ท่านพี่ทำไมท่านจึงได้ไปปรารถนาพระโพธิญาณแล้วเล่า แล้วอุดมการณ์ที่สองเราตั้งใจว่าจะขัดขวางไม่อยากให้ผู้คนทำความดี ไม่ต้องการให้มนุษย์โสโครกพวกนั้นขึ้นสวรรค์มาก ๆ  ถ้าเป็นเยี่ยงนี้แล้วสวรรค์ทั้งหกชั้นของพวกเราก็จะเต็มไปด้วยมนุษย์สกปรกมากมาย”

เมื่อสิ้นเสียงลง  ท้าวนิมมานรดีได้ปรากฏกายขึ้น เทพองค์นี้เป็นน้องของพระยาวสวัตตีมาร มีรูปพรรณสัณฐานคล้ายคลึงกันแต่ต่างกันที่มีสีของกายเป็นสีเทา และที่คอห้อยสังวาลย์ซึ่งบรรจุอัญมณีสีส้มแจ่มจรัส

พระยาวสวัตตีมารรู้สึกเศร้าใจเมื่อได้ยินเช่นนั้น "น้องข้า นั้นเป็นการดีแล้วมิใช่หรือ ช่วยพวกมนุษย์ที่น่าสงสารขึ้นสวรรค์ หรือพ้นวัฏสงสารให้ได้มาก ๆ"

พญามารนิมมารนรฤดีพูดด้วยน้ำเสียงไม่พอใจว่า "ไม่! ข้าไม่ต้องการเยี่ยงนั้น ถ้ามีคนขึ้นสวรรค์ บำเพ็ญเพียรมาก พอถึงเวลาของพวกเราบ้าง จักยังเหลือใครให้พวกเราช่วยล่ะ" ว่าแล้วก็ได้เสกให้พายุ และห่าฝนอันตราย ๗ อย่างตกลงมาพร้อม ๆ กัน พัดเอาสถูปเจดีย์และประทีปโคมไฟจวนจักดับ

ฝ่ายพระอุปคุตต้องการให้การเฉลิมฉลองพระราชพิธีสำเร็จครบวาระ ตามที่ให้สัตย์ไว้กับพระเจ้าธรรมโศกราชจึงบันดาลด้วยฤทธิ์พัดเอาพายุอันตราย ๗ อย่างหายไปในจักรวาล

พญามารนิมมารนรฤดีไม่ลดมิจฉาทิฏฐิ เสกไฟบรรลัยกัลป์ยิงขึ้นไป ลูกธนูกระจายออกไป ๘๔,๐๐๐ ดอกวิ่งตรงเข้าไปยังพระสถูปเจดีย์ทั้ง ๘๔,๐๐๐ องค์ หมายใจเผาพระสถูปเจดีย์ให้เป็นจุณ

พระอุปคุตใช้ฤทธิ์เข้าองค์ฌาน ๔ ฉับพลันทันด่วนทำอิทธิฤทธิ์จำแลงกายเป็นพญานาคม้วนตัวลงไปในทะเล แล้วว่ายเป็นเกลียวเพื่อทำให้เกิดคลื่นขนาดยักษ์แล้วจึงสูบน้ำขึ้นมาเพื่อ สกัดกระแสพายุธนูไฟได้ทันท่วงที

ฝ่ายท้าววสวัตตีพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลเตือนว่า “น้องข้า พอเถอะ เจ้าจะทำบาปมหันต์นะ ยังไงพุทธศาสนาของพระสมณโคดมศากยวงศ์ต้องดำรงต่อไปอีก ๔,๗๐๐ กว่าปีอย่างแน่นอน เจ้าพอแค่นี้เถิด”

พญามารตนใหม่ไม่ยอมฟังเสียงใด ๆ ทั้งสิ้นรีบจำแลงกายเป็นพญาครุฑพร้อมกันนั้นได้แยกร่างเป็น ๘๔,๐๐๐ ตน แล้วบินกระจายไปตามจุดต่าง ๆ ที่จุดประทีปโคมไฟ หมายจักทำลายพิธีสมโภชน์พระบรมสารีริกธาตุ

ฝ่ายพระกีสนาคอุปคุตเห็นเป็นดังนี้ จำต้องหาวิธีป้องกันพระสถูปเจดีย์ตามคำสัตย์ที่ให้ไว้แก่พระเจ้าธรรมโศกราช จึงแปลงกายเป็นพญายักษ์ถือตะบองสองท่อน แล้วเหาะไปตามจุดต่างด้วยความเร็วสูง ประหนึ่งว่าโลกจะหยุดหมุนได้ชั่วขณะหนึ่ง ท่านจัดการกับพญาครุฑทั้ง ๘๔,๐๐๐ ตัว ร่วงกองลงกับพื้น พญาครุฑ ๘๔,๐๐๐ ตัว สู้กับยักษ์ไม่ได้จึงกลับมารวมเป็นร่างเดียวกันพร้อมกับคืนร่างเดิมใกล้ ๆ กับที่ท้าวสวัตตีมารเคยถูกพันธนาการที่ตีนเขาพระสุเมรุ

พญานิมมานรดียังไม่ลดทิฏฐิมานะลง กำลังจะใช้วาโยกสิณ (กสิณลม) ทำให้เกิดแผ่นดินไหว ทางฝ่ายพระอุปคุตอ่านใจพญามารออกหมดจึงเสกคันธนูธรรมจักรขึ้นมาพร้อมกับเล็งศรไปยังที่พญามารนิมมารนรดี แล้วตั้งจิตอธิษฐานยิงลูกศรออกไป พญามารถูกลูกศรกระเด็นไปติดที่ตีนเขาพระสุเมรุ

พระกีสนาคอุปคุตใช้ปฐวีกสิณ (กสิณดิน) เสกตรึงพญามารไว้ที่ตีนเขาจนพญามารขยับเขยื้อนร่างกายไม่ได้ ท่านไม่มีเจตนาจะฆ่าผู้ใด แต่ที่ทำไปเพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีมารมาออกอาละวาดได้อีกพร้อมกับกล่าวว่า “ท่านท้าวสวัตตีมาร อาตมามิได้จงใจจะทำลายน้องท่าน แต่เพื่อจรรโลงพุทธศาสนา อาตมาจึงต้องจองจำน้องของท่าน อาตมาคาดว่าศรดอกนี้คงจะเสื่อมในอีก ๔,๗๐๐ กว่าปีข้างหน้า หรืออาจเร็วกว่านั้น ถ้าโลกมนุษย์ถูกอวิชชา ตัณหา และอุปาทานครอบงำมาก ๆ ลูกศรก็จะคลายออกได้เร็ว แต่ถ้าผู้คนปรารถนาจะเข้าสู่มรรคผลนิพพาน สร้างบุญสร้างทานการกุศลกันมาก ลูกศรก็จะไม่คลายตัวหรืออาจหยุดอยู่กับที่”

ท้าววสวัตตีถามด้วยความกังวลว่า ”แล้วถ้าเกิดมีคนทำอกุศลกรรมกันมาก ๆ ลูกศรได้คลายตัวออกมาก่อนกำหนด น้องของข้าออกมาอาละวาดได้ แล้วพุทธศาสนาจะอยู่ครบถึง ๕,๐๐๐ ปีหรือ”

พระอุปคุตยิ้มน้อย ๆ ที่มุมปากก่อนจะตอบว่า “ในภายภาคหน้าเลยกึ่งพุทธกาลมาแล้วจักเริ่มมีเทวดามาเกิดมาก ขณะเดียวกันก็มีสัตว์นรกมาเกิดมากด้วย ผู้คนจะมีแต่ความโลภ โกรธ และหลง ศีลธรรมเสื่อมทรามลง แม้กระทั่งใส่เสื้อสีผิดกัน ก็เป็นเหตุให้รังเกียจกันได้ ส่งผลให้ลูกศรนี้คลายตัวออกได้ไวกว่าปกติ แต่ไม่ต้องกังวลใจ จะมีเชื้อขัตติยพุทธวงศ์ ๕ ท่าน มาบังเกิดขึ้นในดินแดนสุวรรณภูมิ คณะท่านเหล่านั้นจะช่วยพยุงวิกฤตไว้ได้”

เมื่อท้าววสวัตตีได้ฟ้งเช่นนั้นก็รู้สึกพอใจ ลาพระอุปคุตกลับไปยังวิมานของตนเองเพื่อปลีกวิเวกบำเพ็ญเพียรภาวนาเพื่อ สั่งสมบารมี ๓๐ ทัศต่อไป ส่วนพระอุปคุตได้ทำหน้าที่ของตนเสร็จสมบูรณ์จึงลาพระเจ้าธรรมโศกราชแล้วกลับ ไปยังใต้มหาสมุทรเพื่อปลีกวิเวกตามเดิม

จบองค์ที่ ๑

หมายเหตุ : ธรรมนิยายนี้ได้รับต้นฉบับมาชาติเศษแล้วครับ ผู้แต่งต้องการให้ข้าพเจ้าแก้ไขสำนวนให้ แต่นิยายนี้ยาวมาก (ภาคแรกร่วม ๒๐๐ หน้า มีทั้งหมด ๕ ภาค) ข้าพเจ้าจึงอิดเอื้อนขอผัดผ่อนมาโดยตลอด ล่าสุดท่านแสดงเจตนาจักใช้ธรรมนิยายภาคแรกนี้จัดหาทุนสร้างสถานปฏิบัติธรรมที่จังหวัดพะเยา ข้าพเจ้าเลยตกลงรับทำให้ (ของตัวเองยังไม่เสร็จเลย ไปรับทำให้คนอื่น น่าตีจริง ๆ) โดยจักขอรับฟังข้่อติชมผ่านทางบล็อกเอ็กซ์ทีน ทว่าก็ได้ทำการ "ดองเค็ม" มาอย่างนาน บัดนี้เค็มได้ที่แล้ว เลยลองประเดิมบทแรกดูเสียหน่อย (ขอคำวิจารณ์แบบตรงไปตรงมาครับ จักได้ปรับปรุงเพื่อทำเป็นรูปเล่มต่อไป)

คำนำของผู้แต่งเป็นเยี่ยงนี้ครับ


คำนำ
 
ต้องขอกราบเรียนท่านผู้อ่านด้วยความเคารพว่า นิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องสมมุติทั้งหมด แต่ธรรมที่สอดแทรกเข้าไปเป็นพระสัจธรรมสามารถพิสูจน์ได้ทั้งสิ้น  ถ้าเกิดชื่อในตัวละครไปพ้องกับใครต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย

จุดประสงค์ของการแต่งนิยายเรื่องนี้ก็เพื่อต้องการให้ผู้ที่รู้ว่าธรรมะดี แต่ไม่อยากอ่าน เพราะมันเข้าใจยาก ให้ทุกท่านสามารถเข้าถึงได้โดยง่าย เปรียบเหมือนพวกเราที่รู้ว่ายานะดีแต่มันขม ไม่อยากรับประทานยา ข้าพเจ้าจึงตั้งใจปรุงรสชาติยาให้หวานและก็ทานง่าย เพื่อให้ทุกคนอร่อยไปกับธรรมะ

ข้อมูลส่วนใหญ่ของข้าพเจ้าได้มาจากการสั่งสมในการปฏิบัติธรรมและการอ่านหนังสือธรรมะโดยเริ่มขึ้นเมื่อห้าปีที่แล้ว จุดที่ทำให้ข้าพเจ้าสนใจ เริ่มจากทราบข่าวว่าบิดาของข้าพเจ้าป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย เพื่อนและกัลยาณมิตรของข้าพเจ้าจึงเริ่มให้หนังสือธรรมะไปศึกษาและชวนไปปฏิบัติธรรม เพื่อต้องการให้ได้ดับทุกข์ ข้าพเจ้าซึมซับธรรมะจากกัลยาณมิตรเรื่อยมา จนข้าพเจ้าเข้าใจว่าความตายนั้นใกล้เราเพียงแค่ปลายจมูกนี้เอง ความคิดของข้าพเจ้าเริ่มตกผลึก ข้าพเจ้าจึงเริ่มแต่งนิยายนี้วันละหน้าหลังจากเลิกงานประจำเมื่อสามปีทีแล้ว คุณความดีของนิยายเรื่องนี้ขออุทิศให้แด่บิดาของข้าพเจ้าและอาจารย์แม่ผู้ประสิทธิประสาทวิชากรรมฐาน รวมไปถึงเพื่อนกัลยาณมิตรของข้าพเจ้าทุกท่าน

ถ้าท่านผู้รู้เห็นว่าสิ่งไหนไม่จริง หรือไม่ควร หรือไม่น่าเชื่อ ก็ไม่ต้องไปทุกข์เพราะนี้คือนิยายที่แต่งขึ้น มีแต่พระสัจธรรมและพระสูตรในเรื่องเท่านั้นที่เป็นความจริง ส่วนมุกหรือวิธีการปฏิบัติต่างๆ ข้าพเจ้าเก็บเกี่ยวมาจากอาจารย์วิปัสสนาของข้าพเจ้า ซึ่งท่านชอบความวิเวก ข้าพเจ้าจึงขออนุญาตไม่เอยชื่อ หรือถ้าท่านผู้อ่านมีอะไรจะชี้แนะหรือพูดคุยสนทนาธรรมกันสามารถเขียน e-mail มาได้ที่ anacamee@windowlives.com

 

                                                                             ขอให้พระสัจธรรมคุ้มครอง

 

                                                                             ___________________

                                                                                        นโรชาญ


edit @ 14 Feb 2011 23:25:00 by Dhammasarokikku

Favourites

Favourites

Dhammasarokikku View my profile