๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๑

บุญที่แสนปลื้ม

มาถึงวัดพระธาตุดอยตุง ตอนค่ำ

การบวงสรวงพระธาตุดอยตุง ทำกันแต่เช้าตรู่ ครับ ข้าพเจ้าเล็งไว้แล้วว่า ขนาดตอนเย็นอากาศยังหนาวขนาดนี้ ตอนเช้าตรู่ คงไม่ต้องพูดถึง เช้ามาเลยกลั้นใจสรงน้ำซะ มหัศจรรย์มากครับ มันหนาวอยู่แค่ขันแรกเท่านั้น ขันต่อไปสบายเลยครับ มันชาจนไม่รู้สึกอะไรอีกเลย ความเย็นของน้ำระดับไหน ก็ลองแปรงฟันดู ครับ น้ำที่ใช้บ้วนปาก เย็นระดับที่ทำให้เสียวฟันได้ ครับ เสร็จแล้วออกมาฉันกาแฟร้อนไปอีก ๒ แก้ว ใส่เสื้อกันหนาวถักไหมพรมแขนยาว ห่มดอง แล้วคลุมด้วยจีวรทับอีกผืน แล้วก็เดินขึ้นดอย ไปอีกประมาณกิโลกว่า ๆ ครับ (แบกวัตถุมงคลที่จะนำไปแจกชาวเขา ขึ้นไปร่วมพิธีอีก ๑ ถังสังฆทานด้วย) อย่างไรก็ไม่น่าจะหนาวได้ เพราะร่างกายได้ออกกำลัง มีความอบอุ่น

เช้่ามืด ก็ขึ้นมาเตรียมพร้อมกันแล้ว ครับ ลมโกรกทีเดียว

ลองดูสภาพ น่าจะพอเดาได้ว่า หนาวขนาดไหน

ขึ้นมาถึงบนพระธาตุ ลมหนาวโกรกดังคาด แต่อุปกรณ์กันหนาวเรามีเพียงพอในการต่อสู้แน่นอน รี ๆ รอ ๆ อยู่พักหนึ่ง ญาติโยมก็ทะยอยกันขึ้นมา พระภิกษุก็เตรียมเข้าประจำสถานีรบ มองปราดไป อะ... ดูท่าอาสนะ จะไม่พอ (แหม...ข้าพเจ้าก็พกอาสนะส่วนตัวไปนะครับเนี่ยะ แต่ดันอยู่ในย่ามธุดงค์ข้างล่างนั่น ไม่ได้พกขึ้นไปบนพระธาตุด้วย) เล็งซ้ายแลขวา ไม่พอแน่แล้ว จึงสละจีวรที่ห่มกันหนาวอยู่ออกปู เป็นอาสนะสงฆ์ แรก ๆ ก็ไม่เท่าไหร่ นั่ง ๆ ไปก็สั่นงั่ก ๆ แผล็บหนึ่ง ครูบาบุญชุ่มมาจากไหนก็ไม่ทราบ มานั่งแหมะบนอาสนะจีวรของข้าพเจ้า โอ้ย... เหมือนบุญหล่นทับเลย ข้าพเจ้าได้ถวายอาสนะให้ท่านโดยไม่ได้ตั้งใจ รู้สึกปลาบปลื้มใจเป็นอย่างมาก ยิ่งกว่าถวายทานที่เป็นทรัพย์ ให้ท่านเสียอีก เพราะนี่ข้าพเจ้ายอมทนหนาว เพื่อให้ท่านมีอาสนะนั่ง ช่างเป็นบุญที่แสนปลื้ม

ได้เวลาแล้ว หลวงพี่สมปองจุดธูปเทียน นำพิธีบวงสรวง
 
เสร็จพิธี ก็มีการทำบุญ ครับ เงินทำบุญทั้งหมด
ถวายเจ้าอาวาสวัดพระธาตุดอยตุง
สำหรับบูรณปฏิสังขรณ์ถาวรวัตถุในวัด ครับ

นี่ละ ครูบาบุญชุ่ม คนประคองครูบาฯนั่น หลวงพี่ตือ ครับ
 
อันนี้ไม่เกี่ยว ครับ เดินลงมาจากพระธาตุดอยตุง เห็นหมอกสวยดี

นั่งสั่นไปก็นึกสงสัยครับว่า ความจริงข้าพเจ้าเตรียมตัวปะทะลมหนาวขนาดนี้ ทำไมถึงยังสั่นงันงกเป็นลูกหมาตกน้ำได้ แม้จะขาดผ้าห่มไปผืนหนึ่งก็เถอะ มาถึงบางอ้อตอนหลังฉันเช้า ครับ เจ้าอาวาสบอก ที่พวกเราขึ้นไปปฏิบัติภารกิจกันตอนเช้าตรู่นั้น อุณหภูมิประมาณ ๙ องศา ครับ ผนวกกับลมพัดเย็นเข้าไปอีก มิน่าเล่า...

ทางลงดอยมีวัดเล็ก ๆ อยู่อีกวัดด้วย
 
ลงมาจากพระธาตุดอยตุง ฉันเช้าเสร็จ ก็มารวมตัวกันในโบสถ์ ครับ
ท่านเจ้าอาวาสแจกพระสีวลี รุ่นกระเป๋าตุง
มาสักการะพระธาตุดอยตุง กลับไปต้องกระเป๋าตุง
ไม่รู้จะเผื่อแผ่พุทธคุณมายังวัตถุมงคลที่ข้าพเจ้านำไปเข้าร่วมพิธีด้วยหรือเปล่า

ติดตามรายงานข่าว การสำรวจเส้นทางให้การช่วยเหลือชาวเขา ส่งตรงจากแม่ฮ่องสอน ตอนหน้าจะพาไปทำความรู้จักกับ นรกเย็น

สำนักข่าวหัวเหน่ง อาอี๊นิวส์รายงาน ฯ

edit @ 4 Dec 2008 23:17:19 by Dhammasarokikku

ซื้อของแบบคนไทย

posted on 04 Dec 2008 04:31 by akkarakitt  in Experience

ไปอ่านเอ็นทรี่ของมหาโอ๊ตมาครับ เรื่อง แฉแหลก [ความลับทางการค้า] อ่านแล้วมีเม้นท์ครับ แต่เขียนไปเขียนมาชักยาว เลยเอามาคั่นรายงานข่าวสดจากดอยกันก่อนดีฝ่า

เอ็นทรี่นั้น เป็นเรื่องเอาของในถังสังฆทานมาแฉ ครับ สังเกตุดูเม้นท์แล้ว รู้สึกว่า ทุกคนเห็นด้วย ว่าร้านค้าเอาเปรียบผู้บริโภค ในฐานะที่เคยเป็นพ่อค้ามา บางทีโทษร้านค้าทั้งร้อยเปอร์เซนต์ก็ไม่ถูกเสียทีเดียว การแต่งตัวให้ถังสังฆทานดูดี บางทีก็มาจากลูกค้าด้วย

อย่างคอมพิวเตอร์ จะพบว่าลูกค้าร้อยละร้อยห้าสิบ จะเอาดี เอาถูก แต่ตัวเองไม่ได้มีความรู้อะไร ก็เที่ยวควานหาร้านที่ขายถูกที่สุดไปทั่วห้าง ซึ่งในร้อยร้าน จะมีร้านที่มีจรรยาบรรณสักกี่ร้าน ครับ ทุกร้านต่างดิ้นรนเอาตัวรอดกันทั้งนั้น สินค้าไฮเทค เป็นสินค้าที่ไม่ใช่ขายให้ได้กำไรมากที่สุด แต่ต้องขายให้ได้เร็วที่สุด เพราะถ้าขายช้าไปนิดเดียว สินค้าติดมือ ครับ อย่างกล้องดิจิตอล ค้างอยู่ในร้านแค่สัปดาห์เดียว บางทีราคาลงไปแล้วเป็นพัน แล้วจะทำธุรกิจกันยังไงครับ ขณะที่ถ้าขายได้ มีกำไรไม่กี่ร้อยบาท แต่ถ้าขายไม่ทัน ขาดทุนบักโกรก พวกที่เก๋าเกมในวงการ บางทีจึงต้องหั่นราคาต่ำกว่าทุนบางชิ้นก็มี เพื่อดึงดูดลูกค้าเข้าร้าน เหมือนพวกห้างซุปเปอร์สโตร ์เขาโฆษณาลงหนังสือพิมพ์เต็มหน้านั่นละ พอลูกค้าเผลอ ก็ฟันฉับ ขาดสองท่อน

บางทีถ้าร้านค้าใหญ่จริง ๆ ราคาที่ดูเหมือนจะขาดทุน เขาก็ไม่ได้ขาดทุนนะครับ เขาซื้อเป็นวอลุ่ม หรือซื้อจำนวนมาก จึงได้ราคาพิเศษมา ถูกกว่าร้านค้าย่อยทั่วไป

ทีนี้พวกร้านเล็กร้านน้อยทำอย่างไร ครับ จะกัดฟันยอมขาดทุนตั้งราคาเหมือนร้านใหญ่ ปลาซิวปลาสร้อย จะไปสู้อะไรกับวาฬ แค่เขาแคะขี้ฟัน ร้านจิ๊บร้านจ้อยก็โดนขี้ฟันทับตายกันเป็นเบือแล้ว อย่าไปหาญสู้ร้านใหญ่เลย ต้องเน้นที่บริการ เพราะร้านใหญ่เขาบริการไม่ทั่วถึง แต่พุทโธ๊วววว..... บริการให้ดีสุดยอดแค่ไหน ก็ไม่มีใครเข้าร้านครับ เพราะเขาดูกันแค่ที่ราคากันทั้งบาง

และธุรกิจนี้ คนในอยากออก คนนอกอยากเข้า ครับ คนนอกไม่ทราบว่า เขาห้ำหั่นราคากันรุนแรงขนาดไหน รู้แต่เดี๋ยวนี้ ใคร ๆ ก็ใช้คอมพิวเตอร์ ธุรกิจนี้น่าจะดีนะ พอประกอบคอมฯได้หน่อย ไปเรียนหลักสูตรวิชาชีพเร่งรัดมาสักคอร์สนึง มีเงินเก็บนิดหน่อย เอาแล้ว...อั๊วะจะเปิดร้านคอมฯ

ความรู้สึกนี้กุมใจพวก SMEs ทั้งหลาย อยากจะเป็นเถ้าแก่ ปัดโถ... มีอะไรไปเป็นเถ้าแก่(วะ) คนจะเป็นเจ้าของกิจการได้ ใช่ว่า มีแค่เงิน มีที่ทางทำเลดี มีแค่ความรู้ในสายวิชานั้น ๆ มีแค่เพื่อน มีแค่ลูกน้อง มีแค่ความรู้ทางบัญชี มีแค่ความรู้ทางกฏหมาย มีแค่ลูกค้า หรือมีแค่ดวงเฮง มันต้องมีทุกอย่างที่กล่าวมา รวมกัน ครับ หากอยากมีแค่อย่างเดียว แล้วธุรกิจรุ่ง ต้องนี่ ครับ มีแค่ "เส้นก๋วยจั๊บ" อย่างนี้อนุโลมให้มีอย่างเดียว ไม่ต้องรู้อย่างอื่นเลย ก็ไปรอด ครับ ซึ่งส่วนใหญ่ อาเฮียอาเจ๊ที่เขามีเส้นชนิดนี้อยู่ เขาก็ไม่ค่อยจับธุรกิจหน่อมแน้มอย่าง SMEs หรอก ครับ

SMEs มีแต่หนูเข้าไปติดจั่น ครับ กับดักทางธุรกิจ เขาอ้ารอรับพวกมือใหม่อยู่แล้ว ธุรกิจที่อยู่ในข่ายดักปลาเล็ก ก็ได้แก่ ธุรกิจคอมพิวเตอร์ เครื่องไฟฟ้า โทรศัพท์มือถือ ธุรกิจร้านอาหาร เบเกอรี่ ธุรกิจแฟรนไชส์ ธุรกิจเกี่ยวกับความสวย ความงาม ทั้งหลายแหล่ ไล่ตั้งแต่กิ๊ฟช็อป ไปยัน ลดความอ้วน รวมไปถึงธุรกิจเอ็มแอลเอ็ม ธุรกิจพวกนี้ เป็นธุรกิจที่อยู่ในสมองอันดับแรก ๆ ของพวกที่ถูกเลย์ออฟ เพราะเมื่อสลัดคราบจากซาราริมังแรก ๆ จะกระเป๋าตุงจากเงินชดเชยต่าง ๆ ครับ เหล่านักลงทุนหน้าใหม่ มักไม่ดูตาม้าตาเรือ เห็นคนเขาแห่กันไปทำเยอะ ๆ ก็ทำตาม ๆ กันเข้าไป หวังจะรวยกันถ้วนหน้า ผลคือติดร่างแหกันไปตาม ๆ กัน บางคนแค่หมดเงินเก็บ เงินชดเชย แต่บางคนโซซัดโซเซออกจากธุรกิจไปโดยมีหนี้สินแปะติดหลังไปอีก หลายแสน

และนั่นละครับ คือผลของมาตรการสุกเอาเผากิน จะเร่งตัวเลขเศรษฐกิจ ส่งเสริมให้คนเป็นเถ้าแก่ เป็นเจ้าของกิจการ หรือส่งเสริม SMEs นั่นแล ที่สุดท้าย คนรวยไม่ใช่เหล่านักลงทุนหน้าใหม่ ครับ กลายเป็นพวกมือเก๋าในวงการ (ซึ่งไม่ใช่ SMEs) ห้างที่เก็บค่าเช่า และธนาคารได้ลูกหนี้ มีเงินใช้หนี้มั่ง ไม่มีมั่ง ไปอีกบานเลย ซึ่งส่วนใหญ่เขาจะยินดี ครับ เพราะพวกธนาคารก็มีคอนเน็คชั่น หรือความสัมพันธ์พิเศษ กับพวกโครงการส่งเสริม SMEs อยู่แล้่ว

วงจรชีวิตของแมงเม่าเข้าไปเปิดร้านคอมฯ ร้านมือถือ ทั้งหลาย จะคล้าย ๆ กัน พอเปิดร้านได้สักพัก เอาแล้ว...อีกเหมือนกัน ทำไมตรูขายไม่ได้เลยฟระ ก็เจอราคาเมก้าสโตร์แบบนี้เข้าไป จะไปขายอะไรออกครับ ทำไปสักพักก็มีสินค้าติดมือเพียบ ทำอย่างไรดีครับ ถ้าท่านเป็นเจ้าของร้านคอมฯ หรือมือถือ สักร้านหนึ่ง ซึ่งมีเงินทุนหมุนเวียนสักสองสามแสน เงินขนาดนี้อย่าคิดว่าเยอะนะครับ เปิดได้แค่ร้านขนาดเท่าจิ้งหรีดดิ้นตาย ของในร้านโหรงเหรง ทุกคนลงทุนแล้ว ก็ย่อมทำทุกวิถีทางเพื่อให้ตัวเองรอด บางคนที่ไม่โทษตัวเอง ก็หันไปพึ่งไสยศาสตร์ ฮวงจุ้ย ซินแส หมอดู หมอเดา รับทรัพย์กันเละเทะ แต่บางคนก็หันไปพึ่ง "วิชามาร" ไม่ต่่างอะไรจากธุรกิจถังสังฆทาน

"วิชามาร" ทั้งหลาย ข้าพเจ้าไม่อยากพูดถึง เอาเป็นว่า สุดท้ายคนที่ซวยก็คือ เอ็นยูสเซอร์ หรือ ผู้ใช้คนสุดท้าย นั่นเอง

แต่เรื่องวิชามารที่ใช้กับธุรกิจทั่วไป มันก็ยังพอยอมรับได้ เพราะทำเพื่อเอาตัวรอด และผู้ใช้ ก็คือผู้เลือกเอง กัมมุนา วัตตตี โลโก สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ท่านคิดแต่จะเอาของราคาถูก ของถูกและดี ไม่มีในโลก ครับ แต่พวกถังสังฆทานนี่ มันจะไม่ใช่อย่างนั้นน่ะซี เพราะผู้เลือกถังสังฆทาน ไม่ได้เป็นคนใช้ ส่วนคนใช้ไม่ได้เป็นคนเลือก ช่องว่างตรงนี้เอง ที่พ่อค้าหัวใส เสียบเข้าทะลุกลางใจ คนชอบของถูก ซื้อของแบบชุ่ย ๆ แถมผู้ใช้ก็เป็นภิกษุสงฆ์ พูดอะไรไม่ออกอีก เพราะเป็นประสงค์ของญาติโยม จะให้พระภิกษุไปร้อง สคบ. (ร้องเรียนแล้วนิ่งเป็น ากะเือ) ก็ใช่ที่

ฉะนั้้นแล้ว อัตตา หิ อัตตโน นาโถ ครับ ตนแล เป็นที่พึ่งแห่งตน

มาดูตัวอย่างการจัดซื้อของพี่ไทยกันดูหน่อยไหม? พ่อของข้าพเจ้าเป็นเมกเกอร์ หรือผู้สร้างเครื่องจักรอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ จะใหญ่ หรือเล็กก็ไม่สำคัญ ครับ มันสำคัญที่นิสัยคนซื้อ ถ้าขายกับคนไทย สิ่งแรกที่จะคุยกัน คือ ราคา ครับ ถ้าราคาไม่ผ่าน ก็ไม่ต้องคุยกัน อะ... เหมือนการเลือกซื้อคอมฯไหมครับ การซื้อเครื่องจักร หรือคอมฯ โดยการคุยเรื่องราคาก่อน เป็นการซื้อที่อีเดียดที่สุด ครับ เพราะผลที่จะได้รับตามมา คือของที่ห่วยที่สุด เท่าที่เมกเกอร์จะทำได้ เพื่อคงกำไรไว้ และจะแย่ยิ่งกว่านั้น ถ้าผู้ซื้อเป็นจอมฉ้อฉล เรียกเงินใต้โต๊ะจากเมกเกอร์ ท่านจะได้ของคุณภาพต่ำสุด ตามสเป็คทุกอย่างที่ทางราชการวางไว้ แต่ใช้งานไม่ได้ หรือใช้ได้แค่ปีเดียว ตามที่ระบุไว้ในสัญญาว่าจ้าง หลังจากนั้นก็จะกลายเป็นซากอารยธรรม ขยะเทคโนโลยี ซึ่งกำจัดเสียก็ไม่ได้ ต้องจำหน่ายออก แล้วแมวที่ไหนจะมารับซื้อขยะชิ้นนี้ จากทางราชการไป

พอของเสีย ใช้ไม่ได้ เมกเกอร์ หรือซัพพลายเออร์ที่มีจรรยาบรรณ แต่ไม่มีประสบการณ ์ทำงานกับทางราชการ ทำของได้เท่านี้เพราะงบมีแค่นี้ ก็ต้องน้ำตาตกใน เพราะต้องเสียชื่อเสียงไปด้วย เป็นของแถม ส่วนหน่วยงานราชการ ก็จะหาซัพพลายเออร์รายใหม่ เป็นหมูเข้ามาชนปังตอ ต่อไป

พอเครื่องจักรเสีย ใช้ไม่ได้ ไม่มีความจำเป็นต้องใช้ ก็แล้วไป ประเทศชาติเสียเงินแค่ครั้งเดียว แต่ถ้ามันเป็นสิ่งที่ต้องใช้เล่า เจ้าหัวเรื่องหน้าเดิม ๆ นั่นละ จะเป็นต้นเรื่องของบประมาณประเทศชาติ มาผลาญใหม่อีกรอบ ตามวงจรอุบาทว์เดิมเด๊ะ ๆ ทีเดียว

นี่คือความเฮงซวยของระบบราชการไทย ครับ

หนักยิ่งกว่านั้น คือไล่มาตั้งแต่เริ่มโปรเจ็คกันเลยทีเดียว สมมุติว่า รัฐมีงบออกมาจำนวนหนึ่ง ให้เป็น การกำจัดน้ำเสียละกัน ผู้เป็นต้นเรื่องของบประมาณจะเรียกพวกเมกเกอร์ หรือคอนแทร็กเตอร์ (คู่สัญญาว่าจ้างงานราชการ) มาคุยเลยครับว่า จะหาทางโกงกินตรงไหนได้บ้าง หรือถามไปเลยว่า เมกเกอร์ทำราคาได้ต่ำสุดเท่าไหร่ ให้บวกราคาเข้าไปเว่อร์ ๆ ส่วนต่างให้เอามาทำเป็น "ส่วย" เสีย ซึ่งบางที ตรง "ส่วย" นี่ มันไม่เป็นที่พอใจของต้นเรื่อง เขาจึงกดราคาเมกเกอร์ลงไปเพื่อให้ได้ "ส่วย" มากขึ้น จนเมกเกอร์ไม่สามารถทำสินค้าคุณภาพมาตรฐานปกติของเขาได้ ต้องทำแบบ "ห่วยพิเศษ"

ความบัดซบนี้ จะดีขึ้นมาหน่อย ถ้าลูกค้าเป็นเอกชน แต่ก็ยังไม่พ้นนิสัยคนไทย ครับ คุยเรื่องราคาก่อน อย่างอื่นว่ากันทีหลัง มาดูวิธีการซื้อของของคนญี่ปุ่นกันมั่งไหม ครับ

อันดับแรกที่คนญี่ปุ่น(ที่เป็นโปรสักหน่อย)ดู คือ ความน่าเชื่อถือของผู้ขาย ครับ ดูว่ามีผลงานอะไรที่ไหนบ้าง ซึ่งตรงนี้ พี่ไทยก็ทำได้ไม่แตกต่าง แต่อาจให้ความสำคัญน้อยไปนิดนึง

อันดับสองเขาเข้ามาดูโรงงาน ครับ มาดูไม่ใช่ดูพอเป็นพิธีแบบพี่ไทย นะครับ พี่ไทยนี่ชอบเลียนแบบ ครับ ต่างชาติเขาทำอะไร ก็เอาอย่างบ้าง ไปเลียนแบบเปลือกเขามา แต่ไม่รู้ว่าแก่นคืออะไร เขาทำเช่นนั้นทำไม ญี่ปุ่นที่เคยมาดูโรงงาน สมัยนั้นฝ่ายขายหูตาเหลือกครับ จัดการแต่งหน้าทาปากโรงงานเสียยกใหญ่ เพราะโรงงานเราเล็กครับ เทียบกับราคาของโปรเจ็คที่จะได้รับ

แต่ปรากฏว่า คนญี่ปุ่นเขาไม่ได้ดูขนาดของโรงงาน ครับ ไม่ได้ดูผักชีที่โรยหน้า ให้โรงงานดูดี ทาสีใหม่แวบ แต่เขาดูความสะอาด เป็นระเบียบเรียบร้อย ดูเครื่องไม้เครื่องมีอว่า เพียงพอในการทำงานให้เขาได้ไหม ที่ทราบเพราะหลังจากได้งานแล้ว แอบไปถามคนญี่ปุ่นครับว่า ทำไมเขาถึงเลือกเรา เจอคำตอบที่ทำให้ตกตะลึง เกือบตกเก้าอี้

เขาว่า "เป็นเพราะเขาเห็นต้นเข็มหน้าโรงงาน ถูกตัดให้เรียบร้อย ดูดี" ครับ

เขาให้เหตุผลต่อไปว่า เรื่องเล็กน้อยอย่างต้นเข็มหน้าโรงงานนี่ บ่งบอกถึงความเอาใจใส่ของเจ้าของโรงงาน ซึ่งถ้าโรงงานที่ลูบหน้าปะจมูก จะไม่ได้ใส่ใจจุดเล็ก ๆ เช่นนี้ มัวแต่ไปทาสี เก็บกวาดในโรงงาน เหมือนที่ฝ่ายขายพยายามทำ แต่นี่แสดงถึงนิสัยความเป็นระเบียบ ที่ทำเป็นประจำ ครับ

งานที่ได้รับคราวนั้นสิบล้านครับ เมื่อราวยี่สิบปีก่อน เป็นจำนวนเงินที่อักโขพอควรทีเดียว สำหรับโรงงานเล็กเท่ารูหนูประมาณสองร้อยตารางวากว่า ๆ

และหลังจากที่ได้ทำงานคราวนั้นประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี ญี่ปุ่นเป็นปลื้ม ครับ ออกใบประกาศนียบัตรให้ ใบนั้น เหมือนใบเบิกทางเข้าสู่ขุมทรัพย์ทีเดียว ไปเสนองานที่ไหนที่เป็นญี่ปุ่น เอาใบนี้ให้เขาดูใบเดียว ไม่ต้องพูดกันมากเลยครับ ผ่านฉลุย และบางทีนั่งอยู่เฉย ๆ ก็มีบริษัทญี่ปุ่นติดต่องานเข้ามาเอง ครับ ไม่ต้องวิ่งงานให้เมื่อยตุ้ม จึงไม่ต้องสงสัยเลยครับว่า เหตุใดพ่อแม่ของข้าพเจ้า จึงมีทรัพย์พอควร ในเวลาต่อมา

อันดับสาม เขาคุยเรื่องสเป็ค หรือคุณลักษณะ ครับ ขั้นตอนนี้จะใช้เวลาคุยยาวนานมาก จะทะเลาะกัน ก็ทะเลาะกันในช่วงนี้ให้จบ ครับ ไม่เหมือนคนไทย ที่จะไปทะเลาะกันเอาตอนส่งงาน หรือส่งงานแล้ว ของใช้ได้ไม่ดี (อยากจะบอกเหลือเกินครับว่า ก็มรึงให้ราคาเท่านี้ มรึงจะเอาของดีอะไรวะ) เพราะสเป็คมั่ว หรือไม่ชัดเจน

และอันดับสุดท้าย เขาถึงมาคุยเรื่องราคา ครับ

มันสวนทางกับพี่ไทยแทบจะตรงกันข้ามเลย

ฉะนั้น ถ้าท่านจะซื้อถังสังฆทานแบบญี่ปุ่น ก็ต้องเริ่มที่ดูว่า ร้านน่าเชื่อถือไหม หน้าตาร้านเป็นอย่างไร "ท่านต้องการอะไรในถังสังฆทานบ้าง" แล้วสุดท้ายค่อยคุยเรื่องราคา ครับ ทำแบบนี้ ร้อยทั้งร้อย ก็ได้ประโยชน์กับทุกฝ่าย ครับ แต่ถ้าท่านเดินเข้าร้านแล้วว่า "เฮีย ถังไหนถูกสุด ดูดีสุด" อย่างนี้ วงจรอุบาทว์นี้ มันก็ไม่ไปไหน ครับ เป็นทุกวงการครับ ไม่ใช่แค่วงการถังสังฆทาน คอมพิวเตอร์ หรือ เครื่องจักร

ที่สำคัญ ถ้าสินค้าเป็นประเภทนาน ๆ ซื้อที อย่างสินค้าตัวอย่างข้างต้น วงจรอุบาทว์นี้จะอยู่ทนเหลือหลาย ครับ เพราะมีหมูตัวใหม่ ๆ มาให้เชือดเรื่อย ๆ คนที่เคยซื้อไปแล้ว จะเข็ดสักเท่าไหร่ ก็ทำได้แค่ไม่ไปซื้อร้านนั้นอีก ครับ

หรือถ้าท่านจะซื้อคอมฯแบบญี่ปุ่นสักตัวหนึ่ง ท่านก็ต้องเริ่มที่ดูหน้าตาร้านน่าเชื่อถือไหม ถ้าร้านเล็ก ลองเข้าไปคุยกับเจ้าของร้านดู น่าเชื่อถือไหม บริการหลังการขายเป็นอย่างไร แล้วค่อยเริ่มคุยสเป็ค จนได้สเป็คที่ต้องการ ให้เขาโค้ดราคามา เอาราคาที่เขาโค้ดมา ไปเทียบกับร้านใหญ่ ดูว่า แตกต่างกันมากไหม ถ้าแตกต่างกันมาก มีคำอธิบายไหม ถ้าไม่มีคำอธิบาย ของเหมือนกันเด๊ะ ๆ ลดกว่านี้อีกได้ไหม แพงนิดแพงหน่อย พอรับได้ ขอให้บริการดี <---ความคิดแนวนี้ จะช่วยให้ร้านค้าย่อย ๆ อยู่ได้ด้วยครับ แต่ถ้าลดไม่ได้ เราก็ไปซื้อร้านใหญ่ จบครับ ได้ของดีด้วย ไม่ถูกหลอกด้วย

ข้าพเจ้าถึงบอกเสมอว่า ข้าพเจ้าไม่ได้รังเกียจวัฒนธรรมต่างชาติ ทั้งญี่ปุ่น เกาหลี อเมริกา เยอรมัน ฝรั่งเศส ต่อให้มันพาเหรดกันเข้ามามากกว่านี้ ก็เป็นเรื่องน่ายินดี เพราะเราสามารถเลือกเฉพาะส่วนดี ๆ ของเขามาได้นี่ ครับ อย่างตัวอย่างนี้ ก็คือ วัฒนธรรมการซื้อแบบญี่ปุ่น

ส่วนพวกที่แห่กันไปเห่อวัฒนธรรมต่างชาติกันแบบไร้สมอง ข้าพเจ้าไม่สรรเสริญ ครับ

หวังว่า วัฒนธรรมการซื้อแห่งชาติ(ไทย) ที่สินค้าต้อง "สวย ห่วย ถูก" จะหมดไปจากสังคมไทย สักวันหนึ่ง และรับรองว่า ถึงวันนั้น จะไม่มีพระรูปไหนออกมาบ่นเรื่องถังสังฆทานแน่นอน ครับ

เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้ ฯ

edit @ 4 Dec 2008 23:09:52 by Dhammasarokikku

๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๑

สยายปีกออกบินอีกครั้ง ท่ามกลางกระแสปั่นป่วนเชี่ยวกรากทางการเมือง ครานี้ก็เริ่มต้นเฉกเช่นเดียวกับเมื่อปีที่แล้ว สอบนักธรรมโทเสร็จได้ไม่กี่วัน ก็เริ่มต้นบินไปสักการะพระธาตุดอยตุงก่อน เป็นอันดับแรก เริ่มต้นดี มีชัยไปกว่าครึ่ง รวบรวมสมัครพรรคพวก ออกบันเทิงบุญในคราวนี้ได้ ๓ หน่อ ครั้งนี้ไม่มีแผนการณ์ล่วงหน้าเลย ว่าจะไปไหนบ้าง แล้วจะกลับถึงกรุงเทพฯเมื่อไหร่ รู้แต่มีเน็ตบุ๊คไปตัวหนึ่ง พักที่ไหนก็ทำงานได้ที่นั้น ฉะนั้นจึงไม่ต้องกลัว จะเซ็งหง่าว

 

ขบวนรถตู้ ๗ คัน ๗๐ ชีวิต ออกเดินทางสู่พระธาตุจอมกิตติ จ.เชียงราย

 

แวะฉันเพลที่ร้านโกนงค์ ไม่อยากจะแนะนำเลยครับ (ด้วยว่าเป็นพระ) ว่า

ขนมจีบเขาสุดยอดจริง ๆ ลูกละสองบาทห้าสิบ คุ้มมั่ก ๆ

 

ผ่านไปแวบ ๆ ที่วัดร่องขุ่น กลัวไม่ทันงานบวงสรวง

เลยแวะลงไปชักรูป ๒-๓ จึ๊ก แล้วเดินทางต่อ

สังเกตุเห็นอันทอง ๆ นี่ น่าจะเพิ่งเสร็จ

 

ส่วนภาพเต็ม เห็นกันจนเลี่ยนแล้วกระมัง

 

 

ประจวบเหมาะ ช่วงที่มาร่วมพิธีบวงสรวงที่พระธาตุดอยตุง และพระธาตุจอมกิตติ ที่จังหวัดเชียงรายนี้ กลุ่มเสื้อเหลือง กับเสื้อแดง กำลังจะเผด็จศึกกัน ชาวประชาที่พร้อมใจกันมาสักการะครูบาอาจารย์ผู้มีพระคุณนี้ ล้วนแล้วแต่ปรารถนาพระนิพพาน เห็นการเมืองสำคัญน้อยกว่า การเห็นจิตตัวเอง แต่ก็ไม่อยากให้คนไทย ต้องทะเลาะกันเอง พิธีบวงสรวงที่จัดขึ้น มีพระภิกษุเข้าร่วมกว่า ๑๔ รูป ญาติโยมไม่ต่ำกว่า ๔๐๐ คน ร่วมกันอธิษฐานจิต ตั้งสัตยาธิษฐาน ขอให้เมืองไทย สงบสุขโดยเร็ว แล้วเดินจงกรมประทักษิณ รอบเจดีย์พระธาตุ ๓ รอบ บูชาคุณพระพุทธ คุณพระธรรม คุณพระอริยสงฆ์

 


พระภิกษุสงฆ์กว่า ๑๔ รูป ฆราวาสกว่า ๔๐๐ ครับ

ที่ทราบเพราะหลวงพี่ท่านเตรียมดอกไม้ธูปเทียนไว้ ๔๐๐ ดอก ไม่พอ

 

ทางเหนือเขาเรียกการยกพลขึ้นไปแบบนี้ว่า "คณะศรัทธา" ครับ

 

 

 

พระภิกษุจากทุกสารทิศ เดินทางมาร่วมงานบวงสรวง

 

เจดีย์พระธาตุจอมกิตติ ได้รับการบูรณะยอดฉัตร ปิดทองจังโก้ เรียบร้อย

เห็นภาพที่ท่านทั้งหลายตั้งสัตยาธิษฐานกัน (ศาสนาพุทธ ไม่มีการสวดมนต์อ้อนวอน ขอสิ่งนั้นสิ่งนี้จากเทพเจ้า หรือจากพระพุทธองค์ มีแต่การขอให้อำนาจบุญกุศล ที่แต่ละคนได้ทำมา หรืออธิษฐานบารมี (การตั้งใจมั่น) ที่แต่ละคนได้บำเพ็ญมา จงดลบันดาลให้...<ตามแต่อธิษฐาน>... หรือร่วมกันขอพร <พรในศาสนาพุทธ คือพระพุทธานุญาต> จากพระพุทธองค์ ดังนั้นการที่หลาย ๆ คนมาชุมนุมกัน ตั้งสัตยาธิษฐานร่วมกัน จึงมีอานุภาพมาก) ทั้งที่ท่านทั้งหลาย ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับทั้งเสื้อเหลือง เสื้อแดง ทั้งไม่เห็นการเมืองสำคัญไปกว่า พระนิพพาน กลับร่วมกันเดินทางมา อย่างไกล (คันที่ข้าพเจ้านั่งไปด้วย ออกรถตั้งแต่เที่ยงคืน ถึงพระธาตุจอมกิตติราวบ่ายสาม) เพื่อมาเดินเวียนเทียนอธิษฐานร่วมกัน ขอให้ประเทศไทยสงบสุข เป็นภาพที่น่าปลื้มใจอย่างบอกไม่ถูก จนแทบกลั้นน้ำตาไม่อยู่

 

 

หลวงพี่สมปองนำบวงสรวง
คณะสงฆ์นำการเวียนเทียนประทักษิณรอบพระบรมธาตุ ๓ รอบ
คณะศรัทธาร่วมเดินเวียนเทียน

โอ้หนอ... คนพวกหนึ่งกำลังจะห้ำหั่นกันเพื่อผลประโยชน์ของใครบ้างก็ไม่ทราบ คนอีกพวกหนึ่งเดินทางมาอธิษฐาน เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ และเขาก็มีการทำบุญกันเป็นปกติ ข้าพเจ้าก็ร่วมทำบุญกับเขาด้วย แต่ก็ยังไม่เท่า...

บุญที่แสนปลื้ม

ติดตามรายงานข่าว การสำรวจเส้นทางให้การช่วยเหลือชาวเขา ส่งตรงจากแม่ฮ่องสอน และร่วมค้นหาว่า บุญที่แสนปลื้ม คืออะไร ได้ในตอนหน้า

 

สำนักข่าวโป๊งเหน่ง อาอี๊นิวส์รายงาน ฯ

edit @ 3 Dec 2008 18:08:07 by Dhammasarokikku