ปลายพุทธศักราช ๒๕๔๙ ข้าพเจ้าพระอัครกิตติ์ ธมฺมสโร ได้ออกติดตามพระครูสุวีรธรรมานุยุต (ครูบาอินสม สุวีโร) เจ้าคณะอำเภอสบเมย ไปเยี่ยมชาวเขา โดยบังเอิญ ด้วยเข้าใจว่า จักได้ติดตามครูบาเดินธุดงค์เข้าป่าลึก ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน เก็บเกี่ยวประสบการณ์ก่อนการธุดงค์เดี่ยวจริง ในอนาคต แท้จริงเป็นการจัดพิธีทำบุญสะเดาะเคราะห์สืบชาตาตามหมู่บ้านต่าง ๆ ที่ครูบาอินสม เคยธุดงค์ไปถึง ตั้งแต่สมัยเป็นสามเณร ติดตามครูบาผาผ่า ซึ่งตามปกติครูบาอินสมเดินทางเข้าไปเยี่ยมชาวเขาทุกปี แต่ระยะหลังสุขภาพไม่ค่อยแข็งแรง จึงไม่ได้ไปโปรดญาติโยมมาเป็นเวลา ๖ ปีแล้ว

 

ครูบาอินสม

 

การเดินทางครั้งนั้น ได้ไปพบชาวเขา มีความเป็นอยู่ลำบากยากแค้น ขาดแคลนเครื่องอุปโภค บริโภค พื้นฐานที่จำเป็นต่อชีวิต มีโรคระบาด ขาดสุขอนามัย หน่วยงานด้านสุขภาพ ขาดแคลนยารักษาโรค นักเรียนขาดอุปกรณ์การเรียน หนังสือเรียน ถนนหนทางไปมาลำบากมาก จึงริเริ่มโครงการรวบรวมสิ่งของ เพื่อให้การช่วยเหลือชาวเขาผู้ยากไร้ ด้วยการส่งจดหมายบอกบุญไปยังเพื่อนฝูง ระดับมหาวิทยาลัย รวบรวมข้าวของบริจาคอยู่ ๓ เดือน ได้ของบริจาคมาจำนวนหนึ่ง ประเภทเสื้อผ้า ยา อาหารแห้ง แล้วจึงได้นำขึ้นไปแจกด้วยตนเอง ด้วยต้องการให้แน่ใจว่า ของบริจาคถึงมือผู้ยากไร้อย่างแท้จริง

 

 

 

 

 

การกลับมาเยือน ชาวเขา ครั้งที่ ๒ ราวเดือนมีนาคม พุทธศักราช ๒๕๕๐ ด้วยการติดตามครูบาอินสมมา เช่นเคย พร้อมด้วยข้าวของ ธารน้ำใจจากชาวกรุงเทพฯ จำนวน ๖ ลัง เหมือนบุญจะหนุนนำ ให้ได้สร้างกุศลมากยิ่งขึ้น จึงได้กลับมาพบกับ การบวชชาวเขาภาคฤดูร้อน เฉลิมพระเกียรติ ในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา ๘๐ พรรษา หลังจากแจกของอุปโภคบริโภคแล้ว ข้าพเจ้าจึงอยู่ช่วยงานบวชชาวเขาต่ออีกหลายวัน ได้ทำอาหารเลี้ยงน้องสามเณร-พราหมณ์ และได้มีโอกาสสอนหนังสือเด็กชาวเขาด้วย

 

 

   

 

 

กลับจากแม่ฮ่องสอนในคราวนั้นแล้ว ได้ทราบถึง ผลเสียของการไม่รู้พระปริยัติธรรม อันส่งผลให้ไม่สามารถเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้แก่ชาวเขา และบุคคลทั่วไป ได้ดีเท่าที่ควร จึงตัดสินใจเข้าสังกัดวัดราชสิทธาราม เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานครฯ เพื่อศึกษาพระปริยัติธรรม จักได้เผยแผ่พระพุทธศาสนาได้อย่างถูกต้อง แ่ม่นยำ

ประกอบกับช่วงนั้น เป็นช่วงฤดูฝน ถนนบนดอยจะมีสภาพเป็นโคลน แม้จะหาของบริจาค มาได้มากสักเท่าไหร่ ก็ไม่สามารถขนส่งขึ้นไปได้ ทั้งเป็นช่วงเข้าพรรษา ไม่เหมาะแก่การทำงาน ซึ่งต้องมีการเดินทางไปมาอยู่เป็นประจำ จึงยุุติบทบาทการช่วยเหลือลงชั่วคราว เพื่อเรียนนักธรรมตรี

มาปลายปี ๒๕๕๐ สอบนักธรรมตรีเรียบร้อยแล้ว ก็ได้ริเริ่มจัดหาเครื่องอุปโภคบริโภค อีกครั้ง โดยได้ส่งจดหมายเชื้อเชิญเพื่อนฝูงมาทำบุญเช่นเคย และหาช่องทางอื่นในการหาของบริจาค เพิ่มเติม โดยได้ไปตั้งกล่องรับบริจาคไว้ที่บ้านอนุสาวรีย์ สถานที่รับแขกของ พระครูธรรมธรเ่ล็ก สุธมฺมปญฺโญ และ บ้านตลิ่งชัน สถานที่รับแขกของ พระสมปอง สุธมฺมจิตโต ปรากฏว่า ได้รับการสนับสนุนอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง จากลูกศิษย์ลูกหา ของพระราชพรหมยานเถระ วัดท่าซุง จ.อุทัยธานี ทำให้ได้ของบริจาคจำนวนถึง ๒๑ ลัง และได้เชิญชวนญาติโยมให้ไปทำอาหารเลี้ยงชาวเขาด้วยกัน

 

 

 


 

ในการนี้ ก็ได้รับการอนุเคราะห์ จากโยมคุณแม่ของข้าพเจ้าเอง บริจาคเกลือมาจำนวน ๔ ตัน พร้อมค่าขนส่ง โยมพี่ชายไปช่วยขับรถ โยมอังคนา ปราโมทย์พิภพ เจ้าภาพใหญ่ในการเลี้ยงอาหารชาวเขา หลวงพี่ตือ หลวงพี่ภูมิ หลวงพี่เจริญ หลวงพี่เอ โยมนิกร และอื่น ๆ ได้ยกคณะกันขึ้นไป ทำก๋วยเตี๋ยวเลี้ยงชาวเขา และแจกของช่วยเหลือ ที่ผู้มีจิตศรัทธาบริจาคมา

 

 

 

เกลือจำนวน ๔ ตัน

ถ่ายรูปหมู

 

 

จากการสัมผัสวิถีชีวิตของชาวเขาโดยทั่วไป ทำให้ทราบว่า เขาเหล่านั้น เป็นผู้มีศีลธรรมดี สมควรได้รับความช่วยเหลือ และมีความงามที่หาได้ยาก ในชีวิตคนเมือง ดังนี้

๑. ชาวเขาไม่โลภ ไม่มักมาก ไม่สะสม ตามธรรมดาของการนำของไปแจก จริยาของผู้มีความโลภ จะสังเกตุได้ไม่ยาก จะมีพฤติกรรมเห็นแก่ได้ เข้ายื้อแย่งสิ่งของ ได้แค่นี้ไม่พอ จะเอาอีก จะเอาเพิ่ม ข้าพเจ้าไม่เห็นพฤติกรรมเช่นนี้ ในหมู่ชาวเขา บอกเขาอย่างไร ก็จัดการอย่างนั้น ให้แยกเสื้อผ้าผู้ใหญ่ชาย หญิง เด็กชาย หญิง จัดเป็นกอง ๆ ใช้วิธีจับสลากแบ่งของกัน เพื่อความยุติธรรม หรือการนำไปให้ผู้ใหญ่บ้าน ก็ได้รับความร่วมมือจาก อบต. อำนวยความสะดวกให้เป็นอย่างดี พ่อบ้านก็นำไปแจกให้ลูกบ้าน อย่างยุติธรรม

อีกประการหนึ่ง จากการนำอาหารไปเลี้ยง แม้ว่าชาวเขาจะเอร็ดอร่อยกันมาก (เครื่องก๋วยเตี๋ยวครบสูตรเต็มที่) และก๋วยเตี๋ยวเป็นอาหารรสเลิศ สำหรับเขา ไม่รู้ว่า จักได้กินก๋วยเตี๋ยวอร่อย ๆ อย่างนี้อีกเมื่อไหร่ แต่ไม่เห็นมีผู้ใดสักคนเดียว นำอาหารที่เลี้ยง กลับไปกินต่อที่บ้าน แสดงให้เห็นว่า เขาทั้งหลายรู้จัก "พอ" อิ่มแล้วก็พอ ไม่สะสมอาหาร ไม่โลภมาก นับเป็นความงามอย่างยิ่ง

 

 

click to comment

รูปชามก๋วยเตี๋ยวที่ีส่งคืนมา ยังไม่ได้ล้างนะครับนั่้น 

 

๒. ชาวเขา สมบูรณ์ด้วยศีลข้อ ๓ ในหมู่บ้านจะมีแผงโซล่าร์เซลกันแทบทุกบ้าน ได้ยินว่า เป็นโครงการของในหลวง กฏในหมู่บ้านเขาจะเคร่งครัดมาก ใครผิดประเวณี พ่อบ้านจะไล่ออกจากหมู่บ้านไปเลย แผงโซล่าร์เซลแผงหนึ่ง ผลิตในประเทศไทย ราคาอย่างต่ำก็ ๖-๗ หมื่น ชาวเขาหามื้อกินมื้อ ไม่สามารถหาเงินมาซื้อเองได้แน่นอน ถ้าถูกไล่ออกจากหมู่บ้าน ก็จะต้องเผชิญความยากลำบาก ของการไม่มีไฟฟ้าใช้ และต้องไปตั้งบ้าน ห่างไกลจากชุมชน หนุ่มสาวในหมู่บ้าน จึงรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีไทย แต่ดั้งเดิมไว้อย่างดี เพราะนอกจากจะถูกขับไล่ออกจากหมู่บ้านแล้ว ยังถูกห้ามเดินผ่านหมู่บ้านด้วยครับ จะเดินผ่าน ต้องเสียผีให้หมู่บ้านครับ เป็นหมู เป็นไก่ หรือแล้วแต่จะตกลง

การถูกรังเกียจเช่นนี้ ไม่ต่างอะไรจากการรังเกียจวรรณะจัณฑาล ของอินเดียเลยครับ นั่นเขารังเกียจกันด้วยชาติกำเนิด ซึ่งไม่ยุติธรรมต่อเด็กที่เกิดมาไม่รู้อิโหน่อิเหน่ ทว่าที่นี่รังเกียจกันด้วยการละเมิดศีล ซึ่งบุคคลโตแล้ว เจริญแล้ว มีความคิดเป็นของตัวเองแล้ว สามารถเลือกเป็นคนดี หรือคนเลว ได้แล้ว ถ้าจะเลือกเป็นผู้น่ารังเกียจ ด้วยการตามใจตัณหาของตัวเอง ไม่สนใจขนบธรรมเนียมประเพณี ก็สมควรได้รับการประฌาม ลงโทษจากสังคม ยุติธรรมดีแล้ว น่ารับไว้เป็นแบบอย่าง อย่างยิ่ง

๓. เด็กชาวเขา ตั้งอยู่ในศีลในธรรม ทำวัตรสวดมนต์เป็นประจำ แม้ด้วยความทุรกันดารของพื้นที่ ทำให้ไม่ใคร่มีพระภิกษุเข้าไปจำพรรษาบนดอยนัก แต่ก็มีพระภิกษุจากโครงการ "ธรรมจาริก" ของวัดปากน้ำภาษีเจริญ แวะเวียนเข้าไปให้การอบรม เณร-พราหมณ์ เป็นประจำ สม่ำเสมอ ทุกปี ทำให้เด็ก ๆ มีความรู้ ความเข้าใจ ในพระธรรมคำสอน ของพระศาสดา เป็นอย่างดี สามารถทำวัตรสวดมนต์ได้เอง อย่างคล่องแคล่ว

มาในปี ๒๕๕๑ นี้ ก็ได้เริ่มโครงการมาตั้งแต่เดือนตุลาคม ได้รวบรวมเครื่องอุปโภค บริโภค ที่พอจะรวบรวมได้ รวม ๑๑ ลัง ส่วนหนึ่ง จะนำไปแจกพร้อมกับการสำรวจเส้นทาง ในวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๑ เพื่อสำรวจสอบถามสิ่งที่จำเป็น และขาดแคลน  จักได้นำกลับมาบอกบุญ หาของบริจาค แล้วนำขึ้นไปแจกของในปีหน้า ช่วงเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม ในการนี้ หลวงลุงสุพล เลขาเจ้าคณะอำเภอสบเมย (ครูบาอินสม) จะพาไปสำรวจเส้นทาง ตชด. ทางหมู่บ้่านกองก๋อย ใกล้ อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ ติดชายแดนพม่า

 

 

 
click to comment

 บางส่วนของเครื่องอุปโภคบริโภคที่ได้รับมา ส่งขึ้นไปแล้ว

 

ความต้องการพื้นฐานจากการไปแจกของมา ๒ รอบแล้ว มีดังนี้

๑. อาหารแห้ง

๒. เสื้อผ้าเด็ก (เด็กชาวเขาเยอะมากครับ และเสื้อผ้าที่เขาบริจาคกันส่วนใหญ่เป็นของผู้ใหญ่ครับ)

๓. ผ้าห่ม และเสื้อกันหนาว

๔. เครื่องเขียน (ขาดแคลนมาก ๆ เลยครับ สมุด ปากกา ดินสอ ไม้บรรทัด ยางลบ ได้หมดครับ) หนังสือเรียนประถม มัธยมก็ดีครับ

๕. เครื่องกีฬา (เช่น ลูกฟุตบอล ไม้แบดฯ เป็นต้น)

๖. ยารักษาโรค (ข้าพเจ้ารวบรวมสังฆทานยาได้จำนวนหนึ่ง ราว ๆ ๕๐ กล่องได้ แต่ก็มียาไม่ครบทุกหมวด)

 

ดังนี้แล้วจึงเรียนมาถึงผู้มีจิตศรัทธา ต้องการสงเคราะห์ผู้ยากไร้ สามารถบริจาคสิ่งของเครื่องใช้ไม้สอย จตุปัจจัย ได้ที่

ผู้สนใจทำบุญ สามารถโอนเงิน เข้าบัญชีเผื่อเรียก ธนาคารออมสิน สาขาท่าพระ หมายเลขบัญชี ๐๑-๐๑๑๕-๒๐-๐๘๐๕๔๖-๐ ชื่อบัญชีพระอัครกิตติ์ ธมฺมสโร ส่วนสิ่งของบริจาค ชาวเขาที่ จ.แม่ฮ่องสอน สามารถนำไปฝากไว้ ที่วัดท่าพระ บ้านอนุสาวรีย์ หรือ บ้านตลิ่งชัน หรือบริจาคได้ที่บัญชีเดิม บัญชีออมทรัพย์ ธนาคารกรุงเทพ สาขา เทสโก้โลตัส เอกมัย-รามอินทรา หมายเลขบัญชี ๐๖๕-๐-๒๑๑๘๕-๗ ชื่อบัญชี น.ส.พรรณสุนีย์ มาลาโรจน์

วัดท่าพระ กุฏิหลวงพ่อบุญเลิศ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสอยู่ สี่แยกท่าพระ ถ.จรัญสนิทวงศ์ ซอย ๔

บ้านอนุสาวรีย์ เป็นสถานที่รับแขกของหลวงพี่เล็ก สุธมฺมปญฺโญ วัดท่าขนุน/วัดถ้ำเขาทะลุ/วัดเกาะพระฤๅษี (ดูแลควบ ๓ สำนัก) อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี อยู่บนตึกร้านก๋วยเตี๋ยวเรือติดกับคิวรถตู้ ใต้ทางด่วน ตรงสนามเป้า สามารถถามตำแหน่งแน่นอนได้จากคิวรถตู้ได้เลย ปกติหลวงพี่เล็ก จะมารับแขกทุกวัน ศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ ต้นเดือนของทุกเดือน ไม่มีหมายเลขโทรศัพท์ติดต่อ ถ้าหลวงพี่เล็กไม่อยู่ ส่วนใหญ่ห้องจะปิดไว้

บ้านตลิ่งชัน เป็นสถานที่รับแขกของหลวงพี่สมปอง อยู่พุทธมณฑลสาย ๑ ตรงข้ามสายใต้ใหม่สุด ๆ ขับจากถนนบรมราชชนนีเข้าไป ข้ามสะพานเล็ก ๆ ๒ สะพาน ปากซอยจะมีร้านก๋วยเตี๋ยวโกเด้ง พอเข้าซอยแล้วจะมีป้ายบอก หลวงพี่สมปอง จะมารับแขกทุกวันเสาร์-อาทิตย์ ที่ ๓ ของทุกเดือน ถ้าหลวงพี่สมปองไม่อยู่ จะมีโยมพี่สาวของท่าน ดูแลสถานที่อยู่ เบอร์โทร. ๐๒-๘๘๗-๗๒๔๘ โยมจิตร

เพิ่มเติม สำหรับผู้สนใจบริจาค ที่มีภูมิลำเนา อยู่ใกล้วัดใหญ่ชัยมงคล จ.พระนครศรีอยุธยา

สามารถร่วมบุญได้ที่ พระมหานัธนิติ สุมโน
สำนักงานวัดใหญ่ชัยมงคล พระนครศรีอยุธยา
โทร 0 3524 2640 , 08 3157 9733 โทรสาร 0 3524 2640 ต่อ 20
อีเมล watyai(at)windowslive(dot)com, mahaoath(at)gmail(dot)com
ถ้าอยู่ในเขตอำเภอพระนครศรีอยุธยา หรือใกล้เคียง แต่ไม่สะดวกเดินทางมาเอง

มีบริการพิเศษ ส่งรถตุ๊กตุ๊กประจำตำแหน่งไปรับของได้ถึงที่ 

ขอความสุขสวัสดี จงมีแก่ท่านผู้อ่าน และผู้มีจิตศรัทธาทุกท่าน ทุกประการเทอญ ฯ

edit @ 26 Nov 2008 17:37:47 by Dhammasarokikku

ข้อสอบของชีวิต

posted on 24 Nov 2008 14:31 by akkarakitt  in Dharma

กรี๊ดดดดดดดด...... สอบเสร็จแล้วหง่ะค่ะ (หลวงพี่คะ ช่วยเก็บอาการนิสนึง)

เอนตัวลงนอนพักสักครู่ หลังจากเหนื่อยล้า อดหลับอดนอนกับการสอบมาหลายสัปดาห์ (เตรียมตัวล่วงหน้ามา ๒ เดือน) ตาจับจ้องอยู่ที่เพดาน คิดว่า หากเราเป็นฆราวาสอยู่ คืนนี้ คงได้ไปดึ๊งดึ่ง ตอหลดตอแหล สตรอเบอรี่เรียกพี่ อยู่ตามย่านบันเทิง

แต่วันนี้ก็คงได้แต่ ฉันน้ำปานะจนท้องป่อง ฉลองสอบเสร็จ กับเขียนเอ็นทรี่ธรรมะยาว ๆ หลังจากเก็บกดมานานสักเอ็นทรี่นึง

 

นานเท่าไหร่แล้วหนอ ที่วัฏฏะนี้ วนอยู่ไม่รู้จบ

สมัยเด็กข้าพเจ้ามีความคิดว่า ทำไมคนเราจะต้องอ่านหนังสือสอบ การดูหนังสือสอบ ก่อนสอบราว ๕ วัน ๑๐ วัน มันเหมือนผักชีโรยหน้า จำได้แป๊บเดียว แล้วก็ลืม ทำไมคนเรา ไม่เดินเข้าห้องสอบ เพื่อพิสูจน์ว่า การเรียนในห้องเรียน มีประสิทธิผล เพียงไหน ด้วยการไม่ต้องอ่านหนังสือก่อนสอบ แต่ตั้งใจเรียน ขยันเรียนในห้อง ทำการบ้านสม่ำเสมอ แล้วเข้าไปพิสูจน์กันว่า มีอะไรหลงเหลือออกมาจากห้องเรียนบ้าง ไม่ใช่มาดูหนังสือ อัด ๆ กันหน้าห้องสอบ แม้จะทำข้อสอบได้ก็จริง แต่พอออกจากห้องสอบก็ลืมหมด

ความคิดนี้เวียนว่ายอยู่ในสมองตั้งแต่เด็ก ข้าพเจ้าจึงไม่เคยได้เกรดดี ๆ กับเขาเลย เพราะตอนใคร ๆ เขาอ่านหนังสือสอบกัน ข้าพเจ้านั่งเล่นเกม อาตาริ (ATARI เป็นเครื่องเล่นเกมรุ่นแรก ๆ ก่อนแฟมิคอม ของ นินเทนโดอีก) อยู่

จนขึ้น ม.๓ พบเพื่อนคนหนึ่ง ชื่อ "ศัลยวิทย์" มันบ้าพลังมากคับ มันเอาแคลคูลัสของปี ๑ มหาลัย มาคำนวณเล่น เป็นคุ้งเป็นแคว จากนั้นก็ตาม มงคลทีปนี นั่นละครับ "คบบัณฑิต บัณฑิตพา ไปหาผล" ข้าพเจ้าก็เข้าร่วมก๊วน กับพวกเด็กเรียนแล้ว ทัศนคติต่อการสอบ ก็เปี้ยนไป

การสอบ คือ การวัดศักยภาพสูงสุดที่เราทำได้ ในเงื่อนไขที่จำกัด ต่างหาก ไม่ใช่การวัดผลว่า เราไ้ด้แม้วอะไรจากการเรียน

และ "เกรด" ก็ไม่ได้บอกความเป็นคนเก่ง หรือหัวดี ครับ มันบอก "ความรับผิดชอบ"

การสอบที่ภาคภูมิใจที่สุดในชีวิต คือ ตอนสอบวิชา Manu (ชื่อเต็ม Manufacturing Process) ตอนเรียนวิศวฯ ปีหนึ่ง ครับ

วิชานี้โหดมาก ครับ อัดรวมประมวลวิธีสร้างชิ้นงาน ทั้งทฤษฎี และปฏิบัติ มาอยู่ในวิชาเดียว เริ่มตั้งแต่ การหล่อ การขึ้นรูป การกลึง การเชื่อม การอบแข็ง การอบอ่อน ฯลฯ ที่มหาลัยอื่น เขาเรียนกันหลายปี ที่จุฬาฯ มีเรียนเฉพาะปีแรกปีเดียว เนื้อหาการเรียนอลังการงานสร้างมาก ครับ จนไม่รู้จะเอาสมองที่ไหนไปจำ ทั้งไดอะแกรมโครงสร้างเหล็ก และการอบแข็ง อบอ่อน สารพัดวิธี

ตอนนั้นข้าพเจ้าสิ้นท่า ไม่รู้จะเรียนอย่างไรให้ได้ดีแล้ว อ่านหนังสือเท่าไหร่ ก็ไม่เข้าหัว (ก็บอกแล้วว่า สอบติดเข้าไปด้วยวิชาภาษาอังกฤษ ภาษาไทย สังคม) เลยเอาเทปไปอัดเลคเชอร์ ไว้ไปฟังในรถตอนเช้าทุกวัน

มีอยู่ตอนหนึ่ง อาจารย์ ดร.วรภัทร ภู่เจริญ เน้นย้ำถึง กรรมวิธีการอบอ่อนเหล็กแบบหนึ่ง เรียกว่า Spheroidising การอบอ่อนให้เป็นเม็ดกลม อาจารย์เน้นย้ำว่า ต้องเป็นเหล็กที่มีจำนวนเปอร์เซนต์คาร์บอน 0.8 เปอร์เซนต์ เท่านั้น ถ้าเปอร์เซนต์คาร์บอนน้อยกว่านี้ หรือ มากกว่านี้ ทำกระบวนการนี้ไม่ได้

และแล้ว ข้อสอบออกมาตรงที่อาจารย์เน้นย้ำพอดี ครับ ท่านออกข้อสอบลวงออกมาว่า นาย ก. เอาเหล็กที่มีคาร์บอน 1.2 เปอร์เซนต์มาทำกรรมวิธี Spheroidising จะต้องทำอย่างไร ชาวประชาเขาท่องหนังสือกันมาอย่างเมามัน (เพราะการอบแข็ง อบอ่อน มีเป็นสิบ ๆ วิธี) ใครจะไปจำเลคเชอร์ได้ครับว่า อาจารย์เน้นย้ำอะไร พี่ท่านทั้งหลายก็ใส่กันเต็มแม็ก Spheriodising มีกระบวนการทำ ขั้นที่ ๑ อย่างนี้ ขั้นที่ ๒ อย่างโน้น ส่วนตัวข้าพเจ้า จำไม่ได้ด้วยซ้ำว่า มันมีขั้นตอนอย่างไร ถ้าให้ตอบ คงอ้วกเป็นเลือด แต่ด้วยอานิสงส์การอัดเลคเชอร์ไปฟังนั่นแล ข้าพเจ้าก็ตอบไปสั้น ๆ ว่า ไปบอก นาย ก. ว่า "ทำไม่ได้"

จะแก้รัฐธรรมนูญได้ ต้องมีคาร์บอน 0.8 เปอร์เซนต์เท่านั้น เฮ้ย... ม่ายช่ายแร้ว ทำ Spheroidising ได้ตั่งหัก

ผลสอบออกมา ได้ A ครับ เป็น A ที่ปลาบปลื้มมาก เพราะวิชานี้ เป็นวิชาปราบเซียน รอดมาได้อย่างนี้ข้าพเจ้าก็เป็นเซียนซีเนี่ยะ (ยาดมตราโป๊ยเซียน ใช้ดม ใช้ทา ในหลอดเดียวกัน เจ้าของเดียวกับ "โทนาฟ" )

ด้วย A อันนั้น จึงมีเนื้อหามาพล่ามให้ท่านอ่านนี่แหละ ไม่อยากจะบอกเลยครับว่า เรียนมาสี่ปีครึ่ง จำ "ไอ้นี่" ได้อย่างเดียว อย่างอื่น คืนอาจารย์ไปหมดแร้ววววว..... นี่ละ อานิสงส์แห่ง A และหลังจากนั้น รู้สึกจะไม่ได้ A อีกเลย ก็เลยไม่มีอะไรเหลือในความทรงจำ จบมาเป็นวิศวกรสมองกลวง

หวนคิดถึงวันเวลาที่ผ่านมาในเยาว์วัย(สำนวนบ่นเหมือนคนแก่เรย) ข้าพเจ้าผ่านช่วงเวลาอ่านหนังสือสอบมากี่ปี กี่ครั้งแล้วหนอ มันมากกว่า ครึ่งหนึ่งของชีวิตทีเดียว ป.๑-ม.๖ ๑๒ ปี ๒๔ เทอม ๒๔ ครั้ง สอบเอ็นทรานซ์ ๖ ครั้ง มหาลัย C คณะวิศวะ อีก ๔ ปีครึ่ง ๙ เทอม ๙ ครั้ง คณะสถาปัตย์ อีก ๒ ปีครึ่ง ๕ เทอม ๕ ครั้ง มหาลัย A ๑๑ ปี ๒๒ เทอม ๒๒ ครั้ง มหาลัย R อีกประมาณ ๑๔ ครั้ง อุ๊ยนี่... กี่ครั้งแล้วเนี่ยะ ไม่รวมการทำข้อสอบเก่า เป็นพัน ๆ ข้อ การ quiz ย่อยอีกหลายสิบ และยังมีการสอบในเพศบรรพชิตอีก ๒ เบ็ดเสร็จรวมการสอบครั้งใหญ่ ๆ ๘๒ ครั้งถ้วน ครับ

รวมความว่า ตั้งแต่ ๗ ขวบมานี่ สอบแทบทุกปี ไม่มีหยุด เพิ่งเรียนมหาลัย A จบไปเมื่อ ๗ ปีที่ผ่านมา รวมเวลาก็สัก ๒๒ ปี เว้นไปไม่กี่ปี ไม่ทันไร มาเริ่มสอบนักธรรมอีกแล้ว

ข้าพเจ้าสมควรเบื่อการสอบ ได้หรือยังนะ เมื่อไหร่มันจะจบซะทีฟระ

บางครั้งข้าพเจ้าก็ฝันครับว่า กำลังอ่านหนังสือสอบ อยู่ในห้องสมุด แล้วอ่านไม่ทัน รู้สึกแย่มาก ๆ เอาอีกแล้วเหรอ ฉันอ่านหนังสือไม่ทันอีกแล้ว ความรู้สึกนี้มันฝังใจแน่น อยู่ในเซเรบรัมที่ลึกมาก ฝันบ่อย จนบางครั้ง ก็รู้สึกตัวขึ้นมาในฝันว่า เฮ้ย...กรูเรียนจบแล้วนี่หว่า ทำไมกรูต้องมาอ่านหนังสือสอบ แล้วอ่านไม่ทันอย่างนี้อีกวะเนี่ยะ นี่กรูมีบริษัทเป็นของตัวเองแล้วนะเฟร้ย ฝันต่ออีกไม่นาน ก็ตื่น

แล้ววันนี้ ฝันก็เป็นจริง ครับ การสอบมันตามมาหลอกหลอนถึงในเพศสมณะ

เฮ้อ... ท่านเอ๋ย หากท่านกำลังเหนื่อยหน่ายกับการเรียน การสอบ จงดูข้าพเจ้าไว้เป็นตัวอย่างเถิดว่า ข้าพเจ้าผ่านสนามสอบมา มากกว่าท่านไม่รู้กี่เท่า แต่ก็ยังต้องเรียน ต้องสอบต่อไป เพราะนี่คือ "ชีวิต" 

เมื่อมี "ชีวิต" แล้ว มันก็ต้อง "สู้" เมื่อมีความเกิดแล้ว มันก็มีความทุกข์ตามมา เพราะการเกิดมันเป็นทุกข์

ไม่อยากทุกข์แล้ว ก็จงอย่าเกิด ไม่อยากเกิด ก็ต้องทำตนให้ถึงพระนิพพาน จักได้ไม่ต้องเวียนกลับมาเรียน มาสอบ อย่างทุกข์ทรมาน เช่นนี้อีก

ใครไม่อยากเกิดแล้ว ศึกษาหาวิธีไม่เกิดได้ในเอ็นทรี่ต่อไปนี้

 

  How to ทำอย่างไรให้ถึงนิพพาน พระธรรมขันธ์ที่ ๒

 

 

การสอบ เป็นอะไรที่น่าเบื่อที่สุด ในชีวิต จริง ๆ

ถามต่อไปว่า แล้วคนเราเกิดมาเพื่ออะไร ชีวิตเรามีอะไรเป็นที่สุด มีอะไรเป็นข้อสอบของชีวิต

.

.

.

.

.

ติ๊กต่อก ๆ

.

.

.

.

.

.

คนเรามี "ความตาย" เป็นข้อสอบ(ไล่)ของชีวิต ครับ

 

 

การบ้านของเรา คือ การระลึกถึงความตาย ครับว่า มันเป็นสิ่งที่เราหนีมันไปไม่พ้น แล้วมันจะมาถึงเมื่อไหร่ ก็ไม่ทราบ ไม่มีการบอกล่วงหน้า ถึงบทมันจะตายขึ้นมาก มันก็ตาย ครับ นั่งอยู่เฉย ๆ ก็ล้มลง หัวใจวายตาย ก็มีให้เห็นบ่อยไป (ที่วัดนี่ก็เพิ่งมีพระผู้ใหญ่มรณภาพไป ๑ หน่อ ด้วยการนั่ง ๆ อยู่ แล้วก็หัวใจวายไปเฉย ๆ อย่างนี้ละครับ) พระพุทธองค์จึงทรงแนะให้ทำการบ้านไว้ สม่ำเสมอ เมื่อเวลา "ข้อสอบของชีวิต" แหยมหน้าเข้ามา เราจักได้รับมือได้ อย่างไม่หวั่นไหว

คนเราแม้เตรียมตัวดีแค่ไหน อ่านหนังสือสอบมากแค่ไหน ทำความดีอัดมันเข้าไปทุกวัน พยายามทำความชั่วให้น้อย ๆ ทุกวัน แต่มีความประมาท ไม่ซ้อมทำข้อสอบไว้เนือง ๆ ถึงเวลาสอบจริง จิตไปจับอกุศลเข้า ก็สอบตก(นรก)ได้ ครับ หรือ ทำความเลวไว้มาก ทำความดีไว้น้อยเดียว แต่มีความไม่ประมาท ซ้อมทำข้อสอบอยู่บ่อย ๆ ระลึกถึงความตาย ระลึกถึงความดีที่ทำอยู่เนือง ๆ เวลาสอบจริง จิตจับกุศลได้ ก็ไปสวรรค์ได้ ครับ

ฉะนั้น มาซ้อมระลึกถึงความดีที่ได้ทำไป ด้วยการรับแถกนี้ไปทำ ครับ (อุ๊ย... วนมาได้ไงเนี่ยะ)

 

ฝากแท็กด้วยครับ

ข้าพเจ้าขอยื่น แถก หรือ ถาก (ในภาษาเยอรมัน) ซึ่งก็คือ Tag นั่นเอง ให้ทุกคนที่เข้ามาอ่านครับว่า การทำความดีอะไร ที่ท่านคิดว่า ท่านทำความดีที่สุดในชีวิต ครับ กติกาคือ

๑. ก๊อปปี้ กติกาแท็กทำความดีที่สุดในชีวิต ใส่ไว้ในเอ็นทรี่

๒. ตอบคำถาม ต่อไปนี้

๑. การทำความดีอะไร ที่ท่านรู้สึกภูมิใจที่สุด ในชีวิต ประทับใจที่สุดในชีวิต หรือ รู้สึกว่า มันเป็นความดีที่สุด ของชีวิต นึกถึงทีไร ยิ้มได้ทุกที หรือไม่ต้องที่สุดก็ได้ครับ แต่เป็นความดีที่ท่านรู้สึกดีทุกครั้ง ที่นึกถึง

๒. หากท่านถูกมอบหมาย ให้ทำความดีวันละอย่าง ท่านจะทำอะไรดี ครับ

๓. ในวันพ่อแห่งชาติ ที่จะถึงนี้ ท่านอยากทำความดีอะไร ให้คุณพ่อของท่านที่บ้าน และอยากทำความดีอะไร ถวายพ่อหลวงของเราบ้าง ครับ

๓. พิมพ์ คำว่า "ทำความดีที่สุดในชีวิต" ลงใน Tags แล้วส่งแท็กต่อให้คนที่ท่านสนิทอย่างน้อย ๒ คน

มาทำความดีถวายพระพี่นาง และพ่อหลวงของเรากัน ครับ 

 

.

.

.

.

.

เพื่อเป็นการสมนาคุณ และให้กำลังใจ แก่ผู้รับแท็กไปทำ ข้าพเจ้าขอมอบรางวัลในภาพนี้

 click to comment

เป็นเข็มกลัดรูปดาวหกแฉก ประดับเพชร (หรือพลอยนี่แหละ) ครับ

มูลค่าเป็นเงิน คงไม่เท่าไหร่

แต่มูลค่าทางใจ หาประมาณมิได้ ครับ

เพราะจักได้เป็น อนุสสติ ว่า เราได้ทำถาก ความดีที่เราปลื้มที่สุดในชีวิต

รางวัลนี้ จะได้นำเข้าพิธีบวงสรวงที่พระธาตุดอยตุง จ.เชียงราย

ใน วันที่ ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๑ ที่จะถึงนี้ ครับ

ขอมอบให้ ๒ ท่าน ที่ทำแท็ก "ทำความดีที่สุดในชีวิต" ได้มากเอ็นทรี่ ที่สุด ๑ ท่าน

(มีข้อแม้ว่า ให้ทำแท็กได้ไม่เกินวันละ ๑ เอ็นทรี่)

และผู้ที่ความดีที่สุดในชีวิตของท่านเล็กน้อยที่สุด อีก ๑ ท่าน

และผู้ที่ทำแถก ๑๐๐ ท่านแรก ก็จะได้รับปฏิทินแฮนด์เมดอีกด้วย

รวมถึงผู้ที่ทำแท็ก "ใช้ชีวิต" ของมหาโอ๊ตด้วย

 รายละเอียด อยู่ในกระทู้นี้ จิ้มที่นี่

รีบทำกันหน่อยนะ ครับ

หมดเขตส่งแท็ก ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๑ ครับ

หรือ

 

เจริญมรณานุสสติ - การฝึกทำข้อสอบของชีวิต

 

สมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้า ตรัสถามพระอานนท์ว่า อานันทะ ดูก่อน อานนท์ เธอระลึกถึงความตาย วันละกี่ครั้ง

พระอานนท์ (ขณะนั้นได้โสดาปัตติผล) ทูลตอบว่า ๗ ครั้ง พระพุทธเจ้าข้า (บางตำราว่า ๑๐๐ ครั้ง)

อานันทะ ดูก่อน อานนท์ ยังห่างเกินไป แม้ตถาคตเอง ยังระลึกถึงความตาย ทุกลมหายใจเข้าออก

นี่คือ คำสอนเรื่องมรณานุสสติ

คำว่า อนุสสติ ก็คือ ระลึกอยู่เนือง ๆ คิดอยู่บ่อย ๆ ว่า วันหนึ่งเราก็ต้องตาย ไม่เวลาใด ก็เวลาหนึ่ง ไม่สถานที่ใด ก็สถานที่หนึ่ง ไม่อิริยาบถใด ก็อิริยาบถหนึ่ง ไม่ด้วยอาการใด ก็อาการหนึ่ง ความตายไม่มีการบอกล่วงหน้า ไม่มีสัญลักษณ์ใดใด

เริ่มต้นปฏิบัติ อาจจะเริ่มจาก ๒ เวลา เช้าตื่นมา โอ๊ะ...นี่เรารอดตายจากเมื่อคืนมาได้ แต่ยังไม่แน่ว่า วันนี้จะมีชีวิตรอดกลับมานอนได้อีก หรือเปล่า

ค่ำก่อนนอน โอ๊ะ...นี่เรารอดตายมาได้ทั้งวัน แต่คืนนี้ ยังไม่แน่ว่าจะรอดถึงพรุ่งนี้เช้า หรือเปล่า

แล้วก็ค่อย ๆ เพิ่มไป ครับ อาจจะเป็นก่อนอาหาร โอ๊ะ... ไม่รู้ว่า เรากินอาหารมื้อนี้แล้ว เราจะรอดตายหรือเปล่า อาหารอาจจะมีพิษอย่างแรงผสมอยู่ก็ได้ (พ่อเพื่อนเคยเจอมาแล้ว ครับ หอยตัวเดียว เสียค่ารักษาไป ๒ ล้าน เกือบเอาชีวิตไม่รอด) หลังอาหาร ก็คิดอีกที

หรืออาจจะคิดว่า เราอาจจะไม่มีชีวิตรอดถึงเดือนหน้า (เพราะชีวิต เป็นของไม่แน่นอน ความตายเป็นของแน่นอน)

ต่อไปก็ จะรอดถึงสัปดาห์หน้า หรือเปล่า

ใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ วันพรุ่งนี้จะรอดถึง หรือเปล่า

อีกชั่วโมงหนึ่งข้างหน้า

อีก ๑ นาทีข้างหน้า

จนกระทั่งถึง อีก ๑ ลมหายใจข้างหน้า

หายใจเข้า ไม่หายใจออก ก็ตาย หายใจออก ไม่หายใจเข้า ก็ตาย

คิดได้อย่างนี้ เป็นสมถะควบวิปัสสนา อัตโนมัติเลย ครับ

ถ้าละเอียดได้ระดับลมหายใจแล้ว ก็ชื่อว่า เต็มรอบแล้ว ครับ ผู้ที่ระลึกถึงความตายอยู่เสมอทุกลมหายใจ เป็นผู้ไม่ประมาท และมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ ครับ

มาเริ่มฝึกทำข้อสอบชีวิตกัน ครับ

เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้ ฯ 

edit @ 25 Nov 2008 04:03:28 by Dhammasarokikku

เฮือก...ไม่เอาแล้วหมอดู

posted on 24 Nov 2008 09:18 by akkarakitt  in Experience

วันนี้บิณฑบาตได้ราดหน้า ครับ จะทำนายว่าไงดีเอ่ย.....

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

เดิน ๆ ไป

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

บาตรหลุดออกจากสลกบาตร คับ!!!!!!

ทั้งที่มันไม่ค่อยจะเกิดขึ้น บวชมาสองปีกว่า เพิ่งเกิดครั้งนี้ ครั้งที่สอง

โชคดีมือไว คว้าไว้ทัน

ไม่งั้นเสียงบาตรฟาดพื้นดังสนั่นไปทั้งซอย ข้าวหกกระจายเต็มท้องถนน

 

 

แล้วอย่างนี้จะทำนายว่าไงดีคับ

 

 

 

 

 

ไม่ทำนายดีก่า

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

กลัวแม่น

 

เจริญยิ่งในธรรม ฯ

edit @ 24 Nov 2008 11:29:40 by Dhammasarokikku